ภาวะความดันโลหิตสูงในน้องหมาและน้องแมว 🐶🐈
- Admin UVET
- Nov 28, 2025
- 2 min read
ภาวะความดันโลหิตสูงในน้องหมาและน้องแมว (Systemic Hypertension in Dogs and Cats) หมายถึง ภาวะที่มีความดันในหลอดเลือดแดง (arterial blood pressure; BP) สูงกว่าค่าปกติ อย่างต่อเนื่อง (sustained increase) จนส่งผลให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย หรือที่เรียกว่า Target Organ Damage (TOD) เช่น ไต ตา สมอง และหัวใจ
ประเภทของความดันโลหิตสูง
Situational Hypertension (ความดันโลหิตสูงจากสถานการณ์)
ภาวะที่ความดันโลหิตสูงขึ้น “ชั่วคราว” เนื่องจากความเครียด ความกลัว หรือรู้สึกตื่นเต้น เช่น เมื่อพาไปวัดความดันที่โรงพยาบาล ทำให้ค่าความดันที่ได้สูงกว่าปกติ แต่ไม่ได้เป็นโรคความดันโลหิตสูงจริง ๆ สาเหตุเกิดจากการกระตุ้นของระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งเป็นกลไกตอบสนองต่อความเครียด ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและความดันโลหิตเพิ่มขึ้น แต่เมื่ออยู่ในที่ที่คุ้นเคยและรู้สึกผ่อนคลาย ค่าความดันจะกลับมาปกติ จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาลดความดัน
อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้อาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นภาวะความดันโลหิตสูงแบบพยาธิสภาพจริง (true pathologic systemic hypertension) ได้ ดังนั้นการวัดความดันควรทำเมื่ออยู่ในภาวะสงบ เช่น ให้ทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมก่อนวัด ให้เจ้าของอยู่ด้วยเพื่อลดความกังวลหรือวัดในห้องที่เงียบสงบ จะทำให้ได้ค่าความดันที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด
Secondary Hypertension (ความดันโลหิตสูงทุติยภูมิ)
ภาวะนี้คือ “ความดันโลหิตสูงที่เกิดจากสาเหตุอื่น” ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เป็นผลตามมาจากโรคบางอย่าง การใช้ยา หรือการได้รับสารบางชนิดที่ทำให้ความดันเพิ่มขึ้น และถึงแม้จะรักษาโรคต้นเหตุแล้ว ความดันก็อาจยังคงสูงอยู่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการติดตามวัดความดันเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง (serial follow-up evaluations) เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถควบคุมความดันได้อย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของอวัยวะในระยะยาว
โรคหรือปัจจัยที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ เช่น
โรคไตเรื้อรัง (CKD)
ภาวะไทรอยด์ทำงานมากเกิน (Hyperthyroidism)
โรคคุชชิ่ง (Hyperadrenocorticism)
โรคเบาหวาน หรือโรคของต่อมหมวกไต
การใช้ยาบางชนิด เช่น corticosteroids หรือ erythropoietin
Idiopathic Hypertension (ความดันโลหิตสูงไม่ทราบสาเหตุ)
ภาวะที่มีค่าความดันโลหิตสูงอย่างต่อเนื่องจากการวัดที่เชื่อถือได้ ร่วมกับมีผลตรวจเม็ดเลือด (CBC) เคมีเลือด (serum biochemistry) และ การตรวจปัสสาวะ (urinalysis) อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่พบโรคพื้นฐานที่อธิบายสาเหตุได้ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ความดันโลหิตที่สูงผิดปกติอาจกระตุ้นให้ร่างกายขับปัสสาวะออกมามากขึ้น (polyuria) จาก
กลไกที่เรียกว่า pressure diuresis ส่งผลให้ค่าความถ่วงจำเพาะของปัสสาวะต่ำกว่า 1.030 ได้ แม้ไม่มีโรคไตก็ตาม ในทางตรงกันข้าม หากปัสสาวะมีความเข้มข้นมากกว่า 1.030 จะช่วยลดโอกาสที่สัตว์จะมีโรคไตได้
ทั้งนี้ สัตว์ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็น idiopathic hypertension อาจมีโรคไตระยะแรกเริ่ม หรือโรคอื่น ๆ ที่ยังไม่แสดงอาการชัดเจน ซึ่งสามารถเป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูงทุติยภูมิได้
ดังนั้นคณะผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมโดยขึ้นอยู่กับอาการทางคลินิกและปัจจัยเสี่ยงของสัตว์แต่ละราย ได้แก่
อัลตราซาวด์ไต ต่อมหมวกไต
การวัดระดับ symmetric dimethylarginine (SDMA) ในซีรั่ม
การวัดอัตราการกรองของไต (GFR)
การประเมินปริมาณโปรตีนในปัสสาวะเชิงปริมาณ
การวัดระดับฮอร์โมนไทร็อกซิน (serum thyroxine) และคอร์ติซอลในเลือด (serum cortisol)
แม้ภาวะความดันโลหิตสูงทุติยภูมิจะพบบ่อยที่สุด แต่ข้อมูลปัจจุบันพบว่า “idiopathic hypertension” มีแนวโน้มพบมากขึ้น โดยคิดเป็นประมาณ 13%–20% ของแมวที่มีความดันสูงทั้งหมด


ค่าความดันตามแนวทาง ACVIM (2018)
ปกติ (Normal): SBP < 140 mmHg
สูงเล็กน้อย (Prehypertension): 140–159 mmHg
สูงปานกลาง (Moderate): 160–179 mmHg → เริ่มเสี่ยงต่ออวัยวะ
สูงมาก (Severe): ≥180 mmHg → เสี่ยงต่อการเกิด TOD สูงมาก
Target organ damage (TOD)
เมื่อมีความดันโลหิตสูงอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อสำคัญ
ของร่างกาย เรียกว่า “end-organ damage (EOD)” หรือ “target organ damage (TOD)” การพบภาวะ TODถือเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนในการเริ่มต้นการรักษาลดความดันโลหิต (antihypertensive treatment) ดังนั้น เป้าหมายหลักของการรักษาภาวะความดันโลหิตสูง คือ การป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะเหล่านี้ เช่น ตา ไต สมอง หัวใจ
ตา
รอยโรคที่ตาเป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในสุนัขและแมวที่มีความดันโลหิตสูง กลุ่มอาการนี้
เรียกว่า “hypertensive retinopathy and choroidopathy” ซึ่งเกิดจากความดันสูงทำลายจอประสาทตาและคอรอยด์ มีรายงานว่าความผิดปกติของตาอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระดับความดันซิสโตลิก (SBP) เพียง 168 mmHg และความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเมื่อค่าความดันเกิน 180 mmHg.
รอยโรคที่พบได้บ่อยที่สุดคือ การหลุดลอกของจอประสาทตาแบบมีน้ำซึม (exudative retinal
detachment) ทำให้สัตว์อาจตาบอดเฉียบพลันได้ นอกจากนี้ยังอาจพบความผิดปกติอื่น ๆ เช่น
เลือดออกในจอประสาทตา (retinal hemorrhage)
ภาวะบวมน้ำเฉพาะจุดของจอประสาทตา (multifocal retinal edema)
เส้นเลือดจอประสาทตาบิดคด (retinal vessel tortuosity)
บวมน้ำรอบหลอดเลือดในจอประสาทตา (retinal perivascular edema)
ภาวะหัวจอตาบวม (papilledema)
เลือดออกในวุ้นตา (vitreal hemorrhage)
เลือดออกในช่องหน้าม่านตา (hyphema)
ต้อหินทุติยภูมิ (secondary glaucoma)
การเสื่อมของจอประสาทตา (retinal degeneration)
การควบคุมความดันโลหิตอย่างเหมาะสมช่วยให้จอประสาทตากลับมาติดได้ (retinal reattachment)
แต่การมองเห็นมักฟื้นกลับมาได้เพียงส่วนน้อย และบางความผิดปกติอาจคงอยู่ถาวร แม้ควบคุมความ
ดันได้แล้วก็ตาม
ไต
ภาวะความดันโลหิตสูงมีความสัมพันธ์กับ ภาวะโปรตีนในปัสสาวะ (proteinuria) และ ความเสียหาย
ของไตในระดับจุลพยาธิวิทยา (histological renal injury) ทั้งในงานวิจัยทดลองและในโรคตามธรรมชาติ โดยโปรตีนในปัสสาวะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของการเสื่อมของไต (CKD) ที่รวดเร็วขึ้นและอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น การควบคุมความดันโลหิตสามารถช่วยลดระดับโปรตีนในปัสสาวะได้ โดยเฉพาะในรายที่มีความดันโลหิตสูงมาก
อย่างไรก็ตาม ในสุนัขและแมวยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการลดโปรตีนในปัสสาวะด้วยยาลดความดัน จะช่วย
ชะลอความเสียหายของไต หรือเป็นเพียงแค่ตัวชี้วัดทางอ้อม (surrogate marker) ของการทำงานของไตที่ดีขึ้น เช่น การชะลอการลดลงของของอัตราการกรองของไต (GFR) หรือการลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคไต แม้เช่นนั้น การลดโปรตีนในปัสสาวะด้วยยาลดความดันยังถือเป็นเป้าหมายสำคัญในการรักษา
สมอง
ภาวะสมองถูกทำลายจากความดันโลหิตสูง (hypertensive encephalopathy) ภาวะนี้เกิดเมื่อความ
ดันโลหิตเพิ่มขึ้นอย่างเฉียบพลัน หรือมีค่า systolic blood pressure (SBP) > 180 mmHg โดยมีรอยโรคทางพยาธิวิทยาคือ การบวมน้ำของสารสีขาวในสมอง (white matter edema) และ รอยโรคของหลอดเลือดที่สมอง (vascular lesions) โดยภาวะสมองถูกทำลายจากความดันโลหิตสูงในระยะเริ่มแรก สามารถตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาลดความดันโลหิตได้ดี
อาการทางคลินิก ที่พบมักคล้ายโรคในกะโหลกศีรษะ (intracranial disease) ได้แก่
ซึม ชัก การเปลี่ยนแปลงของระดับสติ (acute onset of altered mentation)
พฤติกรรมผิดปกติ (altered behavior) สับสน (disorientation)
การทรงตัวผิดปกติ เช่น อาการ vestibular signs, ศีรษะเอียง (head tilt), ตากระตุก (nystagmus)
ความผิดปกติทางระบบประสาทเฉพาะที่ (focal neurologic deficits) จากภาวะสมองขาดเลือด (stroke-associated ischemia)
การศึกษาล่าสุดพบว่ามี รอยโรคในภาพ MRI ที่สอดคล้องกับ vasogenic edema ใน สมองส่วนท้ายทอย
(occipital) และ สมองส่วนข้างขม่อม (parietal lobes) ของน้องหมาและน้องแมวที่มีอาการทางระบบประสาท นอกจากนี้ ภาวะความดันโลหิตสูงยังอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงของ โรคไขสันหลังขาดเลือด (ischemic myelopathy) บริเวณคอส่วนต้น ทำให้เกิดอาการอ่อนแรงทั้งสี่ขา โดยพบได้บ่อยในน้องแมวสูงอายุ
หัวใจ
ความผิดปกติของหัวใจพบได้บ่อยทั้งในน้องหมาและน้องแมวที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งความผิดปกติที่ตรวจพบ ได้แก่
เสียงหัวใจผิดปกติ เช่น systolic murmur หรือ gallop sound
หัวใจโต (cardiomegaly) จากการหนาตัวของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายแบบ concentric (left
ventricular concentric hypertrophy; LVH) ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุดของ hypertensive
cardiomyopathy
แมวที่มีภาวะความดันโลหิตสูง (hypertension) แต่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อน อาจแสดงอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวจากการคั่งของเลือด (congestive heart failure) อย่างกะทันหันภายหลังการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำได้ นอกจากนี้ แมวที่มีความดันโลหิตสูงทุติยภูมิ (secondary hypertension) เช่น โรคไตเรื้อรัง (chronic kidney disease; CKD) อาจเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด
ภาวะเลือดกำเดาไหล (epistaxis) เคยมีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูง แต่ในทางสัตวแพทย์ ความดันโลหิตสูงไม่ได้ถือเป็นสาเหตุหลักของเลือดกำเดาไหลทั้งในน้องหมาและน้องแมว
ภาวะความดันโลหิตสูงมีสาเหตุได้หลายประการ และสามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะต่าง ๆ
ภายในร่างกายได้ ดังนั้น การวินิจฉัยและการเริ่มรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงทีจึงมีความสำคัญ
อย่างยิ่ง เพื่อให้การควบคุมความดันโลหิตมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
รายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการวินิจฉัยและการรักษา จะนำเสนอในตอนถัดไป
แหล่งอ้างอิง
Acierno MJ, Brown S, Coleman AE, Jepson RE, Papich M, Stepien RL, Syme HM. ACVIM
consensus statement: Guidelines for the identification, evaluation, and management of
systemic hypertension in dogs and cats. J Vet Intern Med. 2018;32(6):1803-1822.




Comments