top of page
Search

ภาวะความดันโลหิตสูงในน้องหมาและน้องแมว 🐶🐈

ภาวะความดันโลหิตสูงในน้องหมาและน้องแมว (Systemic Hypertension in Dogs and Cats) หมายถึง ภาวะที่มีความดันในหลอดเลือดแดง (arterial blood pressure; BP) สูงกว่าค่าปกติ อย่างต่อเนื่อง (sustained increase) จนส่งผลให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย หรือที่เรียกว่า Target Organ Damage (TOD) เช่น ไต ตา สมอง และหัวใจ


ประเภทของความดันโลหิตสูง


  1. Situational Hypertension (ความดันโลหิตสูงจากสถานการณ์)


ภาวะที่ความดันโลหิตสูงขึ้น “ชั่วคราว” เนื่องจากความเครียด ความกลัว หรือรู้สึกตื่นเต้น เช่น เมื่อพาไปวัดความดันที่โรงพยาบาล ทำให้ค่าความดันที่ได้สูงกว่าปกติ แต่ไม่ได้เป็นโรคความดันโลหิตสูงจริง ๆ สาเหตุเกิดจากการกระตุ้นของระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งเป็นกลไกตอบสนองต่อความเครียด ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและความดันโลหิตเพิ่มขึ้น แต่เมื่ออยู่ในที่ที่คุ้นเคยและรู้สึกผ่อนคลาย ค่าความดันจะกลับมาปกติ จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาลดความดัน


อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้อาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นภาวะความดันโลหิตสูงแบบพยาธิสภาพจริง (true pathologic systemic hypertension) ได้ ดังนั้นการวัดความดันควรทำเมื่ออยู่ในภาวะสงบ เช่น ให้ทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมก่อนวัด ให้เจ้าของอยู่ด้วยเพื่อลดความกังวลหรือวัดในห้องที่เงียบสงบ จะทำให้ได้ค่าความดันที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด


  1. Secondary Hypertension (ความดันโลหิตสูงทุติยภูมิ)


ภาวะนี้คือ “ความดันโลหิตสูงที่เกิดจากสาเหตุอื่น” ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เป็นผลตามมาจากโรคบางอย่าง การใช้ยา หรือการได้รับสารบางชนิดที่ทำให้ความดันเพิ่มขึ้น และถึงแม้จะรักษาโรคต้นเหตุแล้ว ความดันก็อาจยังคงสูงอยู่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการติดตามวัดความดันเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง (serial follow-up evaluations) เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถควบคุมความดันได้อย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของอวัยวะในระยะยาว


โรคหรือปัจจัยที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ เช่น

  • โรคไตเรื้อรัง (CKD)

  • ภาวะไทรอยด์ทำงานมากเกิน (Hyperthyroidism)

  • โรคคุชชิ่ง (Hyperadrenocorticism)

  • โรคเบาหวาน หรือโรคของต่อมหมวกไต

  • การใช้ยาบางชนิด เช่น corticosteroids หรือ erythropoietin


  1. Idiopathic Hypertension (ความดันโลหิตสูงไม่ทราบสาเหตุ)


ภาวะที่มีค่าความดันโลหิตสูงอย่างต่อเนื่องจากการวัดที่เชื่อถือได้ ร่วมกับมีผลตรวจเม็ดเลือด (CBC) เคมีเลือด (serum biochemistry) และ การตรวจปัสสาวะ (urinalysis) อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่พบโรคพื้นฐานที่อธิบายสาเหตุได้ชัดเจน


อย่างไรก็ตาม ความดันโลหิตที่สูงผิดปกติอาจกระตุ้นให้ร่างกายขับปัสสาวะออกมามากขึ้น (polyuria) จาก

กลไกที่เรียกว่า pressure diuresis ส่งผลให้ค่าความถ่วงจำเพาะของปัสสาวะต่ำกว่า 1.030 ได้ แม้ไม่มีโรคไตก็ตาม ในทางตรงกันข้าม หากปัสสาวะมีความเข้มข้นมากกว่า 1.030 จะช่วยลดโอกาสที่สัตว์จะมีโรคไตได้

ทั้งนี้ สัตว์ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็น idiopathic hypertension อาจมีโรคไตระยะแรกเริ่ม หรือโรคอื่น ๆ ที่ยังไม่แสดงอาการชัดเจน ซึ่งสามารถเป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูงทุติยภูมิได้


ดังนั้นคณะผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมโดยขึ้นอยู่กับอาการทางคลินิกและปัจจัยเสี่ยงของสัตว์แต่ละราย ได้แก่

  • อัลตราซาวด์ไต ต่อมหมวกไต

  • การวัดระดับ symmetric dimethylarginine (SDMA) ในซีรั่ม

  • การวัดอัตราการกรองของไต (GFR)

  • การประเมินปริมาณโปรตีนในปัสสาวะเชิงปริมาณ

  • การวัดระดับฮอร์โมนไทร็อกซิน (serum thyroxine) และคอร์ติซอลในเลือด (serum cortisol)


แม้ภาวะความดันโลหิตสูงทุติยภูมิจะพบบ่อยที่สุด แต่ข้อมูลปัจจุบันพบว่า “idiopathic hypertension” มีแนวโน้มพบมากขึ้น โดยคิดเป็นประมาณ 13%–20% ของแมวที่มีความดันสูงทั้งหมด


เครื่องวัดความดันแบบ ultrasonic doppler
เครื่องวัดความดันแบบ ultrasonic doppler
การวัดความดันด้วยเครื่อง doppler
การวัดความดันด้วยเครื่อง doppler

ค่าความดันตามแนวทาง ACVIM (2018)


  • ปกติ (Normal): SBP < 140 mmHg

  • สูงเล็กน้อย (Prehypertension): 140–159 mmHg

  • สูงปานกลาง (Moderate): 160–179 mmHg → เริ่มเสี่ยงต่ออวัยวะ

  • สูงมาก (Severe): ≥180 mmHg → เสี่ยงต่อการเกิด TOD สูงมาก


Target organ damage (TOD)


เมื่อมีความดันโลหิตสูงอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อสำคัญ

ของร่างกาย เรียกว่า “end-organ damage (EOD)” หรือ “target organ damage (TOD)” การพบภาวะ TODถือเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนในการเริ่มต้นการรักษาลดความดันโลหิต (antihypertensive treatment) ดังนั้น เป้าหมายหลักของการรักษาภาวะความดันโลหิตสูง คือ การป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะเหล่านี้ เช่น ตา ไต สมอง หัวใจ


  1. ตา


รอยโรคที่ตาเป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในสุนัขและแมวที่มีความดันโลหิตสูง กลุ่มอาการนี้

เรียกว่า “hypertensive retinopathy and choroidopathy” ซึ่งเกิดจากความดันสูงทำลายจอประสาทตาและคอรอยด์ มีรายงานว่าความผิดปกติของตาอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระดับความดันซิสโตลิก (SBP) เพียง 168 mmHg และความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเมื่อค่าความดันเกิน 180 mmHg.


รอยโรคที่พบได้บ่อยที่สุดคือ การหลุดลอกของจอประสาทตาแบบมีน้ำซึม (exudative retinal

detachment) ทำให้สัตว์อาจตาบอดเฉียบพลันได้ นอกจากนี้ยังอาจพบความผิดปกติอื่น ๆ เช่น

  • เลือดออกในจอประสาทตา (retinal hemorrhage)

  • ภาวะบวมน้ำเฉพาะจุดของจอประสาทตา (multifocal retinal edema)

  • เส้นเลือดจอประสาทตาบิดคด (retinal vessel tortuosity)

  • บวมน้ำรอบหลอดเลือดในจอประสาทตา (retinal perivascular edema)

  • ภาวะหัวจอตาบวม (papilledema)

  • เลือดออกในวุ้นตา (vitreal hemorrhage)

  • เลือดออกในช่องหน้าม่านตา (hyphema)

  • ต้อหินทุติยภูมิ (secondary glaucoma)

  • การเสื่อมของจอประสาทตา (retinal degeneration)


การควบคุมความดันโลหิตอย่างเหมาะสมช่วยให้จอประสาทตากลับมาติดได้ (retinal reattachment)

แต่การมองเห็นมักฟื้นกลับมาได้เพียงส่วนน้อย และบางความผิดปกติอาจคงอยู่ถาวร แม้ควบคุมความ

ดันได้แล้วก็ตาม


  1. ไต


ภาวะความดันโลหิตสูงมีความสัมพันธ์กับ ภาวะโปรตีนในปัสสาวะ (proteinuria) และ ความเสียหาย

ของไตในระดับจุลพยาธิวิทยา (histological renal injury) ทั้งในงานวิจัยทดลองและในโรคตามธรรมชาติ โดยโปรตีนในปัสสาวะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของการเสื่อมของไต (CKD) ที่รวดเร็วขึ้นและอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น การควบคุมความดันโลหิตสามารถช่วยลดระดับโปรตีนในปัสสาวะได้ โดยเฉพาะในรายที่มีความดันโลหิตสูงมาก


อย่างไรก็ตาม ในสุนัขและแมวยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการลดโปรตีนในปัสสาวะด้วยยาลดความดัน จะช่วย

ชะลอความเสียหายของไต หรือเป็นเพียงแค่ตัวชี้วัดทางอ้อม (surrogate marker) ของการทำงานของไตที่ดีขึ้น เช่น การชะลอการลดลงของของอัตราการกรองของไต (GFR) หรือการลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคไต แม้เช่นนั้น การลดโปรตีนในปัสสาวะด้วยยาลดความดันยังถือเป็นเป้าหมายสำคัญในการรักษา


  1. สมอง


ภาวะสมองถูกทำลายจากความดันโลหิตสูง (hypertensive encephalopathy) ภาวะนี้เกิดเมื่อความ

ดันโลหิตเพิ่มขึ้นอย่างเฉียบพลัน หรือมีค่า systolic blood pressure (SBP) > 180 mmHg โดยมีรอยโรคทางพยาธิวิทยาคือ การบวมน้ำของสารสีขาวในสมอง (white matter edema) และ รอยโรคของหลอดเลือดที่สมอง (vascular lesions) โดยภาวะสมองถูกทำลายจากความดันโลหิตสูงในระยะเริ่มแรก สามารถตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาลดความดันโลหิตได้ดี


อาการทางคลินิก ที่พบมักคล้ายโรคในกะโหลกศีรษะ (intracranial disease) ได้แก่

  • ซึม ชัก การเปลี่ยนแปลงของระดับสติ (acute onset of altered mentation)

  • พฤติกรรมผิดปกติ (altered behavior) สับสน (disorientation)

  • การทรงตัวผิดปกติ เช่น อาการ vestibular signs, ศีรษะเอียง (head tilt), ตากระตุก (nystagmus)

  • ความผิดปกติทางระบบประสาทเฉพาะที่ (focal neurologic deficits) จากภาวะสมองขาดเลือด (stroke-associated ischemia)


การศึกษาล่าสุดพบว่ามี รอยโรคในภาพ MRI ที่สอดคล้องกับ vasogenic edema ใน สมองส่วนท้ายทอย

(occipital) และ สมองส่วนข้างขม่อม (parietal lobes) ของน้องหมาและน้องแมวที่มีอาการทางระบบประสาท นอกจากนี้ ภาวะความดันโลหิตสูงยังอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงของ โรคไขสันหลังขาดเลือด (ischemic myelopathy) บริเวณคอส่วนต้น ทำให้เกิดอาการอ่อนแรงทั้งสี่ขา โดยพบได้บ่อยในน้องแมวสูงอายุ


  1. หัวใจ


ความผิดปกติของหัวใจพบได้บ่อยทั้งในน้องหมาและน้องแมวที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งความผิดปกติที่ตรวจพบ ได้แก่

  • เสียงหัวใจผิดปกติ เช่น systolic murmur หรือ gallop sound

  • หัวใจโต (cardiomegaly) จากการหนาตัวของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายแบบ concentric (left

ventricular concentric hypertrophy; LVH) ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุดของ hypertensive

cardiomyopathy


แมวที่มีภาวะความดันโลหิตสูง (hypertension) แต่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อน อาจแสดงอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวจากการคั่งของเลือด (congestive heart failure) อย่างกะทันหันภายหลังการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำได้ นอกจากนี้ แมวที่มีความดันโลหิตสูงทุติยภูมิ (secondary hypertension) เช่น โรคไตเรื้อรัง (chronic kidney disease; CKD) อาจเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด


ภาวะเลือดกำเดาไหล (epistaxis) เคยมีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูง แต่ในทางสัตวแพทย์ ความดันโลหิตสูงไม่ได้ถือเป็นสาเหตุหลักของเลือดกำเดาไหลทั้งในน้องหมาและน้องแมว


ภาวะความดันโลหิตสูงมีสาเหตุได้หลายประการ และสามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะต่าง ๆ

ภายในร่างกายได้ ดังนั้น การวินิจฉัยและการเริ่มรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงทีจึงมีความสำคัญ

อย่างยิ่ง เพื่อให้การควบคุมความดันโลหิตมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน

รายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการวินิจฉัยและการรักษา จะนำเสนอในตอนถัดไป


แหล่งอ้างอิง


Acierno MJ, Brown S, Coleman AE, Jepson RE, Papich M, Stepien RL, Syme HM. ACVIM

consensus statement: Guidelines for the identification, evaluation, and management of

systemic hypertension in dogs and cats. J Vet Intern Med. 2018;32(6):1803-1822.





 
 
 

Comments


bottom of page