top of page
Search

วิธีสังเกตอาการสุนัขท้อง เช็กได้ง่าย ๆ พร้อมวิธีดูแลอย่างไรให้ปลอดภัย

  • 23 hours ago
  • 2 min read

สำหรับเจ้าของมือใหม่ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ดูแลสุนัขตั้งท้องมาก่อน คำถามมากมายวิ่งเข้ามาในหัวทันทีว่า “รู้ได้ยังไงว่าสุนัขกำลังตั้งท้อง” “แล้วถ้าท้องขึ้นมาจริง ๆ ต้องทำอย่างไรบ้าง?” “อาหารแบบไหนที่ควรน้องหมาให้กิน?” ไปจนถึง “ต้องเตรียมตัวอย่างไรเมื่อถึงเวลาที่เขาจะคลอด?”

 

ดังนั้น บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ วิธีสังเกตอาการสุนัขท้อง อย่างละเอียดเลย ตั้งแต่สัญญาณเริ่มต้น วิธีแยกแยะกับอาการอื่น ไปจนถึงแนวทางการดูแลสุนัขตั้งท้องอย่างปลอดภัย เพื่อให้คุณสามารถจะดูแลน้องหมาได้อย่างมั่นใจ และช่วยให้ทั้งแม่และลูกสุนัขแข็งแรงสมบูรณ์ที่สุด 



สัญญาณเตือนและวิธีสังเกตอาการสุนัขท้อง

ก่อนที่จะไปดูอาการต่าง ๆ สิ่งสำคัญ คือการเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการตั้งท้องของสุนัข เพราะจะช่วยให้คุณสังเกตอาการได้แม่นยำมากขึ้น และไม่สับสนกับอาการอื่นที่อาจคล้ายกัน โดยทั่วไป สุนัขจะมีระยะเวลาตั้งท้องประมาณ 58 - 68 วัน หรือเฉลี่ยราว 2 เดือน ซึ่งช่วงเวลานี้จะสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่าง ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและพฤติกรรม

 

ในช่วง 2 - 3 สัปดาห์แรก อาการมักจะค่อยไม่ชัดเจนมากเท่าไหร่ แต่จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงภายใน เช่น ฮอร์โมนเริ่มเปลี่ยนแปลง จึงทำให้บางตัวมีอาการ เบื่ออาหาร หรือซึมเล็กน้อย และเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 - 5 จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดขึ้น เช่น หน้าท้องขยาย หัวนมโตขึ้น และพฤติกรรมเปลี่ยนไป และในช่วงท้ายของการตั้งท้อง (สัปดาห์ที่ 6–9) คุณจะเห็นได้ชัดเจนมาก ทั้งขนาดท้องที่ใหญ่มากขึ้น การเคลื่อนไหวที่ช้าลง และเริ่มมีพฤติกรรมเตรียมทำรังสำหรับการคลอดลูก 

7 สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าสุนัขกำลังท้อง

การสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนการดูแลได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ต่อไปนี้คือสัญญาณสำคัญที่ควรรู้

1. หัวนมขยายและมีสีเข้มขึ้น

นับว่าเป็นหนึ่งในสัญญาณแรก ๆ ที่เห็นได้ชัดคือ หัวนมของสุนัขจะเริ่มขยายใหญ่ขึ้น และมีสีชมพูเข้มหรือสีแดงมากขึ้น เนื่องจากมีการเตรียมพร้อมสำหรับการให้นมลูก

2. พฤติกรรมเปลี่ยนไป

สุนัขบางตัวจะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น ขี้อ้อนมากขึ้น หรือบางตัวอาจต้องการอยู่เงียบ ๆ ไม่อยากเล่นเหมือนเดิม ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

3. เบื่ออาหารหรือกินมากขึ้น

การตั้งท้องในช่วงแรก สุนัขบางตัวอาจมีอาการเบื่ออาหาร แต่หลังจากนั้นจะกลับมากินมากขึ้น เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของลูกสุนัข

4. ท้องเริ่มขยาย

เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางของการตั้งท้อง คุณจะเริ่มเห็นหน้าท้องขยายขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณที่สังเกตได้ง่ายที่สุด

5. น้ำหนักเพิ่มขึ้น

น้ำหนักของสุนัขจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปลายของการตั้งท้อง

6. ร่างกายอ่อนเพลียง่าย

สุนัขจะดูเหนื่อยง่ายขึ้น แล้วไม่ค่อยอยากออกกำลังกาย เนื่องจากร่างกายต้องใช้พลังงานมากขึ้น

7. เริ่มทำรัง

ก่อนที่สุนัขจะคลอด จะเริ่มหาที่นอนหรือจัดพื้นที่เพื่อเตรียมคลอดลูก ซึ่งเป็นสัญญาณใกล้คลอดที่สำคัญมาก ๆ 

แยกให้ออก! สุนัขท้องจริง VS ภาวะท้องเทียม (Pseudopregnancy)

เชื่อว่าคงจะมีเจ้าของหลายคนที่ดีใจเก้อมาแล้วเพราะอาการที่เรียกว่า “ท้องเทียม” ซึ่งเป็นภาวะทางธรรมชาติที่พบได้บ่อยในสุนัขเพศเมียที่ไม่ได้ทำหมัน อาการนี้จะเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมน หลังจากผ่านช่วงเป็นสัดไปแล้วประมาณ 1 - 2 เดือน จึงทำให้ร่างกายของสุนัขเข้าใจผิด ว่าตัวเองกำลังตั้งท้อง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีการปฏิสนธิหรือผสมพันธุ์จริง ๆ ดังนั้นคุณจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีแยกแยะเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน 

อาการท้องเทียมเป็นอย่างไร และทำไมถึงเหมือนท้องจริง?

ภาวะท้องเทียม สามารถทำให้สุนัขแสดงอาการออกมาเหมือนสุนัขท้องจริงได้สูงถึง 90% เลยทีเดียว ทำเอาเจ้าของสับสนกันไปหมด โดยอาการที่เด่นชัดมี ดังนี้

  • ร่างกายเปลี่ยนแปลงเหมือนท้องจริง: น้องหมาจะมีเต้านมที่ขยายใหญ่ขึ้น มีน้ำนมไหลออกมาจริง ๆ และหน้าท้องอาจจะดูป่องขึ้นมาเล็กน้อย

  • พฤติกรรมเหมือนแม่หมา: มีพฤติกรรมทำรัง ขุดคุ้ยหาที่คลอด น้องหมาบางตัวอาจจะไปคาบตุ๊กตา ลูกบอล หรือของเล่นชิ้นโปรด มานอนกก มาเลีย และหวงของชิ้นนั้นมาก ๆ ราวกับว่าเป็นลูก ของตัวเอง

  • วิธีแยกแยะที่ชัวร์ที่สุด: สุนัขที่เป็นท้องเทียม อาการทั้งหมดจะค่อย ๆ หายไปเองภายใน 2 - 3 สัปดาห์ และขนาดท้องจะไม่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนสุนัขที่ท้องจริง ทั้งนี้ หากไม่แน่ใจ การพาไปพบสัตวแพทย์เพื่ออัลตราซาวด์คือคำตอบที่ดีที่สุด 

วิธีตรวจสอบให้แน่ใจว่าสุนัขท้องจริงหรือไม่?

แม้จะว่าเราจะบอกวิธีสังเกตอาการสุนัขท้องไปแล้ว แต่การยืนยันที่แน่นอนและที่ดีที่สุดควรใช้วิธีทางการแพทย์ ซึ่งมีหลากหลายวิธี ดังนี้

การคลำตรวจหน้าท้อง (Abdominal Palpation)

นับว่าเป็นวิธีดั้งเดิม ที่ต้องอาศัยความชำนาญของสัตวแพทย์เป็นอย่างสูง โดยหมอจะใช้มือคลำบริเวณหน้าท้องเพื่อหาช่องว่างและถุงตัวอ่อน

  • ช่วงเวลาที่ทำได้: สามารถทำได้ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 - 5 เพราะในช่วงนี้ตัวอ่อนจะมีลักษณะคล้ายก้อนกลม ๆ เล็ก ๆ เรียงตัวกันเหมือนลูกปัด

  • ข้อควรระวัง: ไม่ควรลองคลำตรวจเองที่บ้านเด็ดขาด เพราะหากใช้แรงกดที่มากเกินไปหรือผิดตำแหน่ง อาจทำให้ถุงตัวอ่อนแตกและแท้งลูกได้ และหลังจากสัปดาห์ที่ 3 - 5 ไปแล้ว วิธีนี้จะใช้วัดผลได้ยากขึ้น เนื่องจากมดลูกจะเริ่มขยายตัวจนกลืนกันไปหมด 

การอัลตราซาวด์ (Ultrasound)

วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด เพราะมีความปลอดภัยสูง ไม่เจ็บปวด และทำให้เจ้าของได้เห็นพัฒนาการของเด็ก ๆ ในท้องตั้งแต่เนิ่น ๆ

  • ช่วงเวลาที่ทำได้: เริ่มตรวจได้ตั้งแต่วันที่ 21 เป็นต้นไปหลังจากผสมพันธุ์ 

  • ประโยชน์ของการอัลตราซาวด์: นอกจากจะยืนยันได้ว่าท้องชัวร์ ๆ แล้ว หมอยังสามารถเช็กได้ว่าลูกหมาในท้องยังมีชีวิตอยู่ไหม โดยการดูอัตราการเต้นของหัวใจ 

  • ข้อจำกัด: วิธีนี้อาจจะยังนับจำนวนลูกหมาได้ไม่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ หากลูกหมามีจำนวนมาก

การเอกซเรย์ (X-ray)

การเอกซเรย์เป็นวิธีเดียวที่จะช่วยให้คุณสามารถพยากรณ์และนับจำนวนสมาชิกใหม่ได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากเครื่องเอกซเรย์จะจับภาพโครงสร้างกระดูกของลูกสุนัขได้ ซึ่งจะเหมาะสำหรับช่วงท้ายของการตั้งท้อง

  • ช่วงเวลาที่ทำได้: ต้องทำในช่วงท้ายของการตั้งท้อง คือ ตั้งแต่วันที่ 45–50 เป็นต้นไป เพราะเป็นช่วงที่กระดูกของลูกหมาในท้องเริ่มมีแคลเซียมมาเกาะจนมองเห็นเป็นโครงร่างชัดเจน

  • ประโยชน์ของการเอกซเรย์: สำคัญมากสำหรับการวางแผนคลอด สัตวแพทย์จะสามารถนับจำนวนตัวของลูกหมาได้ หรือถ้าพบว่าลูกหมาตัวใหญ่เกินกว่าจะคลอดธรรมชาติ หมอจะได้วางแผนผ่าคลอดได้ทันที 



การดูแลเบื้องต้นสุนัขท้องอย่างไรให้ปลอดภัย

การดูแลสุนัขท้องให้ปลอดภัยไม่ใช่แค่การให้อาหารเพิ่มเท่านั้น แต่ต้องใส่ใจทั้งโภชนาการ สุขภาพ พฤติกรรม และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ อย่างรอบด้าน เพราะในช่วงตั้งท้องเป็นช่วงที่ร่างกายของแม่สุนัขมีการเปลี่ยนแปลงสูง หากดูแลไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อลูกในท้องและการคลอดได้ และนี่คือแนวทางการดูแลสุนัขท้องอย่างถูกต้องและปลอดภัย 

1. โภชนาการที่เหมาะสม

สำหรับช่วงตั้งท้อง สุนัขต้องการพลังงานและสารอาหารมากกว่าปกติ โดยเฉพาะโปรตีนและแคลเซียม เพราะลูกสุนัขกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงต้องการสารอาหารสูงมาก

  • เลือกอาหารสำหรับแม่สุนัขตั้งท้อง สูตร Starter Mother & Babydog 

  • เพิ่มปริมาณอาหารในช่วงครึ่งหลังของการตั้งท้อง (ประมาณสัปดาห์ที่ 5 เป็นต้นไป)

  • แบ่งอาหารเป็น มื้อเล็ก ๆ วันละ 3 - 4 มื้อ

  • แนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารคน อาหารเค็ม หรือไขมันสูง 

2. การตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์

ควรพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อทำการอัลตราซาวน์เป็นระยะๆ เพื่อประเมิณความสมบูรณ์ลูกและวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ สัตวแพทย์จะแนะนำให้ทำการเอกซเรย์เพื่อประเมิณภาวะคลอดยากและนับจำนวนลูกในท้องของน้องหมา 

3. จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม

ในช่วงที่สุนัขท้องส่วนใหญ่แล้วต้องการความสงบและความปลอดภัย คุณอาจจะช่วยเตรียมจัดที่นอนสะอาด อบอุ่น และเงียบ 

4. ยา วัคซีน และการป้องกันเห็บหมัด 

ยาส่วนใหญ่สามารถซึมผ่านรกไปทำอันตรายต่อลูกสุนัขในท้อง อาจส่งผลทำให้พิการหรือแท้งได้ ดังนั้น ห้ามซื้อยาให้กินเอง ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ หรือยาปฏิชีวนะ ถ้าแม่หมาป่วย ต้องให้สัตวแพทย์เป็นคนจ่ายยาเท่านั้น หรือแม้แต่จะป้องกันเห็บหมัด/พยาธิ ห้ามซื้อยาหยดหลังคอ ยาฉีด หรือยากันเห็บทั่วไปมาใช้เอง ให้ปรึกษาหมอเพื่อใช้ผลิตภัณฑ์สูตรที่ปลอดภัยสำหรับสุนัขตั้งท้องโดยเฉพาะ 

อาการผิดปกติที่ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์

ในระหว่างการตั้งท้องและช่วงใกล้คลอด เจ้าของต้องคอยเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นมา อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตทั้งแม่หมาและลูกหมาในท้องได้ และหากพบ อาการผิดปกติ ดังต่อไปนี้ ควรรีบพาน้องหมาไปพบสัตวแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอ

  • มีเลือดออกหรือของเหลวผิดปกติจากช่องคลอด หากพบว่ามีเลือดไหลออกมา หรือมีของเหลวสีเขียว สีดำ มีกลิ่นเหม็น นี่อาจเป็นสัญญาณของการแท้ง การติดเชื้อในมดลูก หรือภาวะลูกสุนัขเสียชีวิตในครรภ์ ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน ต้องรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที

  • อาการซึม และไม่กินอาหารติดต่อกัน ซึ่งในช่วงที่สุนัขท้องอาจมีเบื่ออาหารเล็กน้อยในช่วงแรก แต่ถ้าไม่กินอาหารเกิน 24 - 48 ชั่วโมง และมีอาการซึม อ่อนแรง ไม่ลุกเดิน อาจจะบ่งบอกถึงภาวะติดเชื้อ หรือปัญหาภายในที่รุนแรง

  • อาเจียนหรือท้องเสียรุนแรง หากสุนัขท้องเกิดอาเจียนบ่อย ท้องเสียต่อเนื่อง และขาดน้ำ อาจทำให้ร่างกายแม่สุนัขอ่อนแอ และส่งผลต่อลูกในครรภ์

  • มีไข้ ตัวร้อนผิดปกติ ซึ่งอุณหภูมิร่างกายที่สูงกว่าปกติ อาจเกิดจากการติดเชื้อ หรือการอักเสบ ดังนั้น ควรจะรีบไปตรวจทันที เพราะอาจส่งผลให้ลูกในครรภ์เสียชีวิตได้

  • ปวดท้อง ร้อง หรือมีอาการกระสับกระส่าย หากสุนัขร้องหรือ เดินวนไปมา หรือไม่ยอมนอน อาจจะเป็นสัญญาณของภาวะคลอดก่อนกำหนด หรือ มดลูกมีปัญหา ทำให้คลอดยาก และอาจเกี่ยวข้องกับการคลอดก่อนกำหนดหรือภาวะฉุกเฉิน

สรุป

การสังเกตอาการสุนัขท้อง เป็นสิ่งสำคัญที่เจ้าของทุกคนควรรู้ เพราะช่วยให้สามารถดูแลน้องหมาได้อย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตสัญญาณทางร่างกาย เช่น หัวนมขยาย ท้องโต น้ำหนักเพิ่ม หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม การยืนยันการตั้งท้องควรที่ทำโดยสัตวแพทย์ เพื่อความแม่นยำและปลอดภัยที่สุด และเมื่อทราบว่าสุนัขตั้งท้องแล้ว การดูแลเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย และสุขภาพโดยรวมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้แม่สุนัขและลูกสุนัขแข็งแรง 

 


 
 
 

Comments


bottom of page