แมวท้องกี่เดือน? เช็กอาการพร้อมวิธีป้องกันด้วยการทำหมัน
- 24 hours ago
- 2 min read
แมวท้องกี่เดือน? อีกหนึ่งคำถามที่ทาสแมวหลายคนสงสัยและถามกันบ่อยมาก โดยเฉพาะผู้เลี้ยงมือใหม่ที่อาจยังไม่คุ้นเคยกับวงจรชีวิตของน้องแมว การตั้งท้องของแมวไม่เพียงแค่เป็นเรื่องของระยะเวลาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการดูแล สุขภาพ และความรับผิดชอบในระยะยาว ที่สำคัญ หากไม่ได้วางแผนให้ดี การปล่อยให้แมวตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจ อาจนำไปสู่ปัญหาลูกแมวจำนวนมาก สุขภาพแม่แมวที่เสี่ยง และภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่คาดคิด
บทความนี้จะพาเจ้าของแมวมือใหม่ไปทำความเข้าใจตั้งแต่ แมวท้องกี่เดือน วิธีสังเกตอาการแมวท้อง การดูแลอย่างถูกต้อง ไปจนถึงการป้องกันที่ดีที่สุด อย่างการทำหมันแมว เพื่อให้คุณดูแลน้องแมวได้อย่างมืออาชีพและมีความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น

แมวท้องกี่เดือน? ระยะเวลาการตั้งท้องของแมว
ก่อนจะดูแลแมวท้องได้อย่างถูกต้อง สิ่งแรกที่เจ้าของแมวควรรู้คือ “ระยะเวลาการตั้งท้อง” เพราะจะช่วยให้สามารถวางแผนการดูแล อาหาร และเตรียมความพร้อมก่อนคลอดได้อย่างเหมาะสม โดยทั่วไปแล้ว แมวมีระยะเวลาการตั้งท้องที่ค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบกับสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ
ระยะเวลาตั้งท้องของแมว
แมวจะตั้งท้องประมาณ 58 – 67 วัน หรือเฉลี่ยประมาณ 9 สัปดาห์ (ประมาณ 2 เดือนเศษ) ทั้งนี้ ระยะเวลาอาจแตกต่างเล็กน้อยขึ้นอยู่กับ สายพันธุ์ สุขภาพของแม่แมว และจำนวนลูกในครรภ์
การแบ่งช่วงการตั้งท้องของแมว
1. ระยะเริ่มต้น (สัปดาห์ที่ 1–3) เป็นช่วงที่ไข่ที่ได้รับการผสมจะเคลื่อนตัวไปฝังตัวที่ผนังมดลูก ซึ่งในช่วงนี้จะยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงภายนอกของแมวเลย และแมวอาจจะมีเบื่ออาหารเล็กน้อย
2. ระยะกลาง (สัปดาห์ที่ 4–6) ตัวอ่อนเริ่มมีพัฒนาการเป็นรูปเป็นร่าง หัวใจเริ่มเต้น ท้องแมวจะเริ่มขยายออกด้านข้างอย่างเห็นได้ชัด หัวนมเปลี่ยนเป็นสีชมพู และมีน้ำหนักเพิ่ม
3. ระยะท้าย (สัปดาห์ที่ 7–9) ลูกแมวพัฒนาอวัยวะครบถ้วน ขนเริ่มขึ้น ถือว่าเป็นช่วงที่ท้องใหญ่ชัดเจน หากเอามือวางบนท้องแม่แมวเบา ๆ ในช่วงสัปดาห์ท้าย ๆ อาจจะรู้สึกถึงแรงดิ้นหรือการขยับตัวของลูกแมวได้อย่างชัดเจน แมวเริ่มหาที่คลอด และพฤติกรรมจะเปลี่ยนไป
อาการแมวท้อง สังเกตยังไงได้บ้าง
เนื่องจากในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกของการตั้งท้อง แมวจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายให้เห็นเด่นชัด เจ้าของแมวจึงต้องอาศัยการสังเกตพฤติกรรมและสัญญาณเตือนเล็ก ๆ น้อย ๆ ดังนี้
สังเกตจากร่างกายของแมว
หัวนมเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้ม โดยปกติจะเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ 3 ของการตั้งท้อง หัวนมของแม่แมวจะขยายใหญ่ขึ้น เต่งตึง และเปลี่ยนจากสีชมพูอ่อนหรือสีเนื้อกลายเป็นสีชมพูสดหรือแดงเข้ม
น้ำหนักขึ้นและท้องขยาย หลังจากผ่านสัปดาห์ที่ 4 ไปแล้ว รูปร่างของแมวจะเปลี่ยนไป ท้องจะเริ่มป่องออกด้านข้าง (ถ้ามองจากด้านบนจะเห็นเป็นทรงลูกแพร์) และน้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วราวๆ 1-2 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับจำนวนลูกแมว
กินอาหารเก่งขึ้น แม่แมวต้องการพลังงานไปเลี้ยงลูกในท้อง ทำให้อาหารในจานหมดเร็วกว่าปกติ แต่อาจมีบางตัวในช่วงสัปดาห์ที่ 3-4 จะมีอาการเบื่ออาหารได้
สังเกตจากพฤติกรรมของแมว
อ้อนมากกว่าเดิม หรือรักสันโดษผิดปกติ ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงจะทำให้พฤติกรรมเปลี่ยน แมวบางตัวที่เคยหยิ่งอาจจะกลายเป็นแมวติดคน เดินตามแจอ้อนขอนอนตัก ในขณะที่บางตัวอาจจะปลีกวิเวกไปหาที่นอนมืด ๆ เงียบ ๆ คนเดียว
เริ่มพฤติกรรมทำรัง ยิ่งตอนใกล้คลอด หรือประมาณสัปดาห์ที่ 8-9 แม่แมวจะเริ่มเดินวุ่นเพื่อจะหาสถานที่ที่ปลอดภัย มิดชิด และอบอุ่น เช่น ในตู้เสื้อผ้า ใต้เตียง หรือในกล่องลัง เพื่อเตรียมตัวเป็นรังคลอดลูก
ข้อควรระวัง หากสงสัยว่าแมวท้อง ไม่ควรไปกด คลำ หรือบีบหน้าท้องของแมวแรง ๆ ด้วยตัวเองเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดการแท้งลูกหรือเป็นอันตรายต่อตัวอ่อนในครรภ์ได้ ควรพาไปพบสัตวแพทย์ เพื่อทำการอัลตราซาวด์ (ตั้งแต่อายุครรภ์ 21 วันขึ้นไป) หรือเอกซเรย์ดูจำนวนลูกแมว (ตั้งแต่อายุครรภ์ 45 วันขึ้นไป)

ทำหมันแมวป้องกันอะไรได้บ้าง? ประโยชน์ยิ่งใหญ่มากกว่าแค่การคุมกำเนิด
เมื่อได้ทราบแล้วว่า แมวท้องกี่เดือน และแพร่พันธุ์ได้เร็วขนาดไหน เจ้าของแมวหลายคนเริ่มตระหนักถึงปัญหาการเลี้ยงดูที่อาจเกินกำลัง ดังนั้น “การทำหมัน” (Sterilization/Neutering) จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่รู้หรือไม่ว่าการทำหมันไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องการหยุดการตั้งท้องเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันภัยเงียบและโรคร้ายแรงอีกมากมาย ดังนี้
1. ป้องกันโรคร้ายแรงในระบบสืบพันธุ์
การทำหมัน คือ การตัดวงจรฮอร์โมนเพศ และนำอวัยวะสืบพันธุ์ออก ซึ่งช่วยลดและป้องกันโรคที่อันตรายถึงชีวิตได้โดยตรง
ป้องกันภาวะมดลูกอักเสบเป็นหนอง (Pyometra): โรคนี้เกิดขึ้นในแมวตัวเมียที่ไม่ได้ทำหมัน ทำให้มีโอกาสเกิดการติดเชื้อเป็นหนองในมดลูกและอาจเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมด้วยจนส่งผลให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นการทำหมันโดยการตัดมดลูกและรังไข่ออกจึงเป็นการป้องกันโรคนี้ได้ 100%
ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านม (Mammary Tumors): มะเร็งเต้านมในแมวกว่า 90% จะเป็นเนื้องอกชนิดร้ายแรง (Malignant) และลุกลามเร็วมาก การทำหมันแมวตัวเมียก่อนการเข้าสู่ภาวะติดสัดครั้งแรก จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ได้
ลดความเสี่ยงมะเร็งอัณฑะและโรคต่อมลูกหมาก: ในแมวตัวผู้การทำหมันด้วยการเอาอัณฑะออกจะช่วยตัดโอกาสการเกิดมะเร็งอัณฑะ และลดความเสี่ยงของโรคต่อมลูกหมากโตหรืออักเสบตอนแก่อีกด้วย
2 ป้องกันพฤติกรรมไม่พึงประสงค์กวนใจเจ้าของแมว
ฮอร์โมนเพศเป็นตัวขับเคลื่อนพฤติกรรมตามสัญชาตญาณสัตว์ ซึ่งมักสร้างความปวดหัวให้กับผู้เลี้ยง การทำหมันจะช่วยปรับพฤติกรรมเหล่านี้ให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หยุดพฤติกรรมพ่นปัสสาวะเพื่อสร้างอาณาเขต (Spraying): แมวตัวผู้ และตัวเมียบ้างตัว มักจะปัสสาวะที่มีกลิ่นฉุนรุนแรงไปทั่วบ้าน เพื่อประกาศอาณาเขตและดึงดูดเพศตรงข้าม การทำหมันจะช่วยลดหรือหยุดพฤติกรรมนี้ ทำให้บ้านสะอาดและไร้กลิ่นกวนใจ
ลดอาการร้องหง่าวโหยหวน: ในช่วงที่แมวติดสัดแมวจะร้องเสียงดังและถี่มาก ๆ ทั้งกลางวันและกลางคืนจนทำให้เจ้าของไม่ได้หลับได้นอน การทำหมันจะช่วยทำให้แมวสงบลง ไม่เครียด และไม่มีอาการกระวนกระวายจากแรงขับทางเพศ
ลดความก้าวร้าวและการต่อสู้: แมวที่ทำหมันแล้วจะมีระดับฮอร์โมนเพศที่นิ่งขึ้น ความก้าวร้าวลดลง อารมณ์ดีขึ้น ทำให้ช่วยลดการทะเลาะเบาะแว้งหรือกัดกันเองในบ้าน สำหรับบ้านที่เลี้ยงแมวรวมหลายตัว
3 ป้องกันโรคร้ายแรงจากการติดเชื้อภายนอกและการสูญหาย
ลดพฤติกรรมหนีเที่ยวและพลัดหลง: แมวที่ยังไม่ได้ทำหมันจะมีสัญชาตญาณในการออกไปตามหาคู่ และพวกแมวจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อพังมุ้งลวดกระโดดข้ามกำแพง หรือแอบมุดประตูหนีออกจากบ้านไป ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงในการโดนรถชน สุนัขรุมกัด หรือหลงทางกลับบ้านไม่ได้
ป้องกันโรคติดต่อทางกระแสเลือดและบาดแผล: เมื่อแมวหนีเที่ยวไปผสมพันธุ์ หรือต่อสู้แย่งชิงอาณาเขตกับแมวจรภายนอก พวกแมวมีโอกาสสูงมากที่จะติดโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หายผ่านทางน้ำลายและบาดแผล เช่น โรคเอดส์แมว (FIV) และ โรคลิวคีเมียแมว (FeLV) การทำหมันจึงเป็นการป้องกันโรคเหล่านี้ทางอ้อมได้
ควรทำหมันแมวเมื่อไหร่ดี
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทำหมันแมว แนะนำให้ทำตอนที่น้องแมวอายุประมาณ 6-8 เดือน หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ทำก่อนที่น้องแมวจะเริ่มมีอาการติดสัดครั้งแรก
ทำไมควรทำก่อนเป็นสัดหรือก่อนท้อง
เหตุผลหลักเลยที่สัตวแพทย์ทั่วโลกเน้นย้ำว่าควรทำหมันแมวก่อนการติดสัดครั้งแรก ไม่ใช่แค่เรื่องของการคุมกำเนิด แต่มันยังช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพอีกด้วย
ลดความเสี่ยงของ มะเร็งเต้านม (ในแมวเพศเมีย)
ป้องกัน มดลูกอักเสบ (Pyometra)
ลดพฤติกรรมร้องหาคู่หรือหนีออกจากบ้าน
ป้องกันการตั้งท้องไม่พร้อม
กรณีแมวโตแล้ว ทำหมันได้ไหม
แมวโตแล้วก็สามารถทำหมันได้ ไม่ว่าน้องแมวจะอายุ 1 ปี, 3 ปี, 5 ปี หรืออายุมากกว่านี้ ก็ยังสามารถทำหมันได้ และควรทำเป็นอย่างยิ่งเลย แม้ว่าการทำหมันในแมวโตอาจจะไม่ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องมะเร็งเต้านมได้ดีเท่ากับแมวเด็ก แต่ในแง่ของการป้องกันโรคร้ายและปรับพฤติกรรม ถือว่ายังได้ประโยชน์สูงมาก ทั้งนี้ ควรตรวจสุขภาพก่อนผ่าตัด แล้วประเมินความเสี่ยงโดยสัตวแพทย์
สรุป
การรู้ว่า “แมวท้องกี่เดือน” เป็นพื้นฐานสำคัญของการเลี้ยงแมวอย่างมีความรับผิดชอบ เพราะช่วยให้คุณสามารถเตรียมตัวดูแลแม่แมวและลูกแมวได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม การปล่อยให้แมวตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจ อาจนำไปสู่ปัญหาหลายด้าน ทั้งสุขภาพ ภาระค่าใช้จ่าย และจำนวนแมวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นการทำหมันแมว จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในระยะยาว ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันการตั้งท้อง แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงโรคร้ายแรง ปรับพฤติกรรม และทำให้น้องแมวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หากคุณรักแมวอย่างแท้จริง การดูแลอย่างเข้าใจและการวางแผนที่เหมาะสม คือสิ่งที่สำคัญที่สุด




Comments