การดูแลลูกสุนัขและลูกแมวแรกเกิดจนถึงหย่านม คู่มือสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง
- Monthinee Jongjesdakul
- Aug 26, 2025
- 2 min read

ความสำคัญของการดูแลลูกสัตว์แรกเกิด
การดูแลลูกสุนัขและลูกแมวในช่วงแรกเกิดจนถึงหย่านม เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาที่เหมาะสมของลูกสัตว์ ช่วงเวลานี้ถือเป็น “ระยะวิกฤต” (critical period) ที่ระบบร่างกายของลูกสัตว์ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทั้งด้านภูมิคุ้มกัน การควบคุมอุณหภูมิ การย่อยอาหาร และการขับถ่าย ลูกสัตว์แรกเกิดยังต้องพึ่งพาการเลี้ยงดูจากแม่หรือการดูแลอย่างใกล้ชิดจากเจ้าของ
การจัดการโภชนาการในลูกสุนัขและลูกแมว
นมน้ำเหลือง (Colostrum)
ในช่วงท้ายของการตั้งท้อง แม่สุนัขและแม่แมวจะสร้างอิมมูโนโกลบูลิน (IgG, IgA, IgM) สะสมไว้ ในต่อมน้ำนม ซึ่งมีความเข้มข้นสูงกว่าน้ำนมปกติประมาณ 10–20 เท่า ภูมิคุ้มกันเหล่านี้จะถูกหลั่ง ออกมาพร้อมกับนมน้ำเหลืองในระยะ 1 - 2 วันแรก
ลูกสุนัขและลูกแมวแรกเกิดสามารถดูดซึมแอนติบอดีจากนมน้ำเหลืองผ่านทางลำไส้ได้ในช่วง 12– 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด หากเลย 24 - 48 ชั่วโมงไปแล้ว ลูกสัตว์จะไม่สามารถดูดซึมนมน้ำเหลือง ได้อีก ซึ่งการได้รับนมน้ำเหลืองอย่างเพียงพอในช่วงเวลานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้าง ภูมิคุ้มกัน เพื่อปกป้องร่างกายตลอดช่วงอายุ 2 เดือนแรก หากลูกสัตว์กำพร้าสามารถทดแทนได้ ด้วยนมน้ำเหลืองสำเร็จรูป (commercial colostrum substitutes) ในปริมาณ 1.5 มิลลิลิตรต่อน้ำ หนักตัว 100 กรัม
น้ำนม (Milk)
น้ำนมมีแลคโตส และไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลัก ลูกสัตว์แรกเกิดจะมีเอนไซม์ แลคเตส ในลำไส้ ทำให้สามารถย่อยแลคโตสได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งองค์ประกอบทางโภชนาการของน้ำนมเพียง พอต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการ จนถึงอายุประมาณ 4 สัปดาห์
วิธีให้นมทดแทนอย่างปลอดภัย (Milk Replacement)
ในกรณีที่ลูกสัตว์ไม่สามารถทานนมแม่ได้หรือนมแม่ไม่เพียงพอ สามารถป้อนนมสำหรับลูกสัตว์ (commercial milk replacer) ในปริมาณ 20 - 25 kcal ME/100g BW/Day ช่วงสัปดาห์ แรกควรป้อนบ่อยครั้ง ทุก 2 - 3 ชั่วโมง เมื่ออายุเพิ่มขึ้นสามารถเพิ่มปริมาณน้ำนมแต่ละมื้อ และลดความถี่ในการป้อนได้ หลังป้อนนมจนพออิ่ม ท้องจะพองเล็กน้อย นิ่ม ไม่ตึง และจะนอนหลับ สบาย ไม่ร้อง
การป้อนนมอาจใช้อุปกรณ์ได้หลายอย่าง เช่น ขวดนม, eyedroppers, syringes และ stomach tube โดยการป้อนด้วยขวดนมถือว่าใกล้เคียงกับการดูดนมตามธรรมชาติที่สุด โดยการดูดนมจะช่วยให้ลูกสัตว์รู้สึกผ่อนคลาย และช่วยกระตุ้นการหลั่งเอนไซม์ย่อยอาหาร ระหว่างป้อนนมให้ลูกสัตว์อยู่ในท่านอนคว่ำ (prone position) เลือกใช้ขนาดจุกนม และรูเปิด จุกนมที่เหมาะสมกับขนาดตัวลูกสัตว์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสำลักและภาวะปอดอักเสบจากการที่นมเข้าในหลอดลม
เริ่มหย่านมที่อายุ 4 - 6 สัปดาห์ โดยเริ่มจากให้อาหารเปียกผสมนม อาจแตะอาหารเล็กน้อยที่ริมฝีปากเพื่อกระตุ้นให้ลูกสัตว์เลียและคุ้นเคยกับความข้นของอาหาร จากนั้นค่อย ๆ ลด ปริมาณนมและเพิ่มสัดส่วนอาหารเปียกทีละน้อย จนอายุประมาณ 6 สัปดาห์ จึงสามารถหย่านมได้
การกระตุ้นการขับถ่ายในลูกสัตว์
การขับถ่าย : หลังป้อนนมทุกครั้ง ควรกระตุ้นการปัสสาวะและอุจจาระ โดยใช้สำลีชุบน้ำอุ่นหมาด ๆ เช็ดบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก และสังเกตลักษณะอุจจาระทุกครั้งว่ามีความผิดปกติหรือไม่
ลักษณะอุจจาระ
อุจจาระปกติ : สีเหลือง เป็นก้อนนิ่มๆ ไม่เหลวหรือแข็งเกินไป
อุจจาระผิดปกติ : อุจจาระสีเขียวหรือสีขาว เหลวมากหรือแข็งมาก อาจแสดงถึงการย่อย นมไม่ดี พิจารณาการเปลี่ยนสูตรหรือยี่ห้อนมทดแทน
การติดตามน้ำหนักและพัฒนาการของลูกสัตว์
น้ำหนักตัว : ชั่งน้ำหนักลูกสัตว์ทุกวันเพื่อประเมินการเจริญเติบโตและปรับปริมาณนมทดแทนให้เหมาะสมตามน้ำหนักตัว
วันแรก
ลูกสุนัข : ไม่ควรน้ำหนักลด
ลูกแมว : ควรเพิ่มประมาณ 10 กรัม/วัน
วันที่ 2 - 21
ลูกสุนัข : เพิ่มวันละประมาณ 2 - 4 กรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักเมื่อโตเต็มวัย
ลูกแมว : เพิ่มวันละ 10 - 15 กรัม
การควบคุมอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสม
อุณหภูมิสิ่งแวดล้อม
◦ สัปดาห์ที่ 1 : 28 - 30 °C (82.4 - 86 °F)
◦ สัปดาห์ที่ 2 : 26 - 28 °C (78.8 - 82.4 °F)
อุณหภูมิร่างกายลูกสัตว์
◦ อุณหภูมิปกติ 35 - 36 °C (95 - 96.8 °F)
◦ ถ้าอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่า 35 °C (95 °F) จะทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวน้อยลง เอนไซม์ย่อยอาหารทำงานน้อยลง น้ำนมค้างในกระเพาะ เกิดการเติบโตของแบคทีเรีย และติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemia) ตามมาได้ ดังนั้น ไม่ควรป้อนอาหารในขณะที่อุณหภูมิต่ำ
วิธีเพิ่มความอบอุ่น
◦ มีไฟกกอยู่สูงอย่างน้อย 1 - 2 ฟุต
◦ แผ่นให้ความร้อน : วางไว้ครึ่งหนึ่งของบริเวณที่นอน เพื่อให้ลูกสัตว์หลบเลี่ยงบริเวณที่ร้อนเกินไป
◦ ตู้อบ : ตั้งอุณหภูมิตู้อบให้สูงกว่าอุณหภูมิร่างกายลูกสัตว์ประมาณ 1 °C (2 °F)
◦ ตรวจวัดอุณหภูมิทุกชั่วโมง
◦ ไม่ควรเพิ่มอุณหภูมิเร็วเกินไป เพราะมีโอกาสขาดน้ำ ช็อก หรือเสียชีวิตได้
ความชื้นในอากาศ (Hygrometry)
◦ ควรรักษาระดับไว้ที่ 60% เพื่อลดการสูญเสียน้ำทางผิวหนังและทางเดินหายใจ
การประเมินภาวะขาดน้ำในลูกสุนัขและลูกแมว
การประเมินโดยการยกผิวหนังขึ้นแล้วยังค้างอยู่หรือไม่ (cutaneous fold) ไม่สามารถ ใช้ได้ในลูกสัตว์แรกเกิด เนื่องจากมีไขมันใต้ผิวหนังน้อยจึงไม่ค่อยแม่นยำ
ประเมินจากความแห้งของเยื่อเมือกในช่องปาก (oral mucosa)
สีปัสสาวะปกติจะเหลืองใสเกือบไม่มีสี หากมีสีเหลืองเข้ม แสดงถึง ภาวะขาดน้ำ
วัดค่าความถ่วงจำเพาะของปัสสาวะ (urine specific gravity) ได้ค่ามากกว่า 1.030 บ่งชี้ภาวะขาดน้ำ
พัฒนาการของดวงตาและหูในช่วงแรกเกิด
ลูกสุนัขและลูกแมวจะเกิดมาพร้อมกับ ดวงตาและช่องหูที่ปิดสนิท จะยังไม่สามารถมองเห็นหรือได้ยิน เสียง ในช่วงวันแรก ๆ จะคลานไปหาแม่โดยใช้การรับรู้ความร้อนจากร่างกายของแม่ และหาเต้านม เพื่อดูดนมโดยอาศัยประสาทรับกลิ่นและสัมผัส
ช่องหูจะเริ่มเปิดเมื่ออายุ 5 ถึง 8 วัน
ดวงตาจะเริ่มเปิดเมื่ออายุประมาณ 8 วัน และเปิดทั้งหมดภายใน 14 วัน
เมื่ออายุครบ 3 สัปดาห์ จะรับรู้การมองเห็นและการได้ยินอย่างสมบูรณ์
แหล่งอ้างอิง
Bush JE. Neonatal Kitten Care Handbook. Washington, DC: Alley Cat Allies; [n.d.].
Gaillard V, Péron F. Feline and canine neonatal and pediatric care: A practical guide for veterinarians. Royal Canin SAS; 2024.




Comments