top of page
Search

เชื้อราแมว สาเหตุ อาการ วิธีรักษา และการป้องกันแบบละเอียด เข้าใจง่าย

  • Dec 31, 2025
  • 2 min read

Updated: Feb 20

ถ้าคุณเป็นทาสแมวตัวจริง บทความนี้น่าจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องมีติดตัวไว้เลย เพราะ “เชื้อราแมว” เป็นโรคที่เจอบ่อยมากในน้องแมว ไม่ว่าจะเลี้ยงในบ้านหรือข้างนอกก็ตาม หลายคนเจอวงขนร่วงปุ๊บ…ก็เริ่มกังวลว่าจะเป็นเชื้อราหรือเปล่า? อันตรายไหม? รักษายากหรือไม่? หรือแม้แต่กลัวติดคนในบ้านด้วย


ความจริงแล้วเชื้อราแมวไม่ใช่โรคที่น่ากลัวจนถึงขั้นวิกฤต แต่ “ต้อง” รักษาอย่างถูกต้องและครบวงจร เพราะถ้าดูแลแค่บางส่วน เช่น ทายาอย่างเดียว แต่บ้านไม่สะอาด ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้เรื่อย ๆ


อาการของเชื้อราแมว
อาการของเชื้อราแมว

เชื้อราแมวคืออะไร? อันตรายไหม?


เชื้อราแมวเกิดจากเชื้อราในกลุ่ม Dermatophytes โดยเชื้อที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งคือ Microsporum canis ซึ่งเป็นเชื้อที่อยู่ได้ทั้งบนผิวหนัง เส้นขน และสภาพแวดล้อมในบ้าน เช่น เบาะนอน โซฟา พรม หรือแม้แต่เสื้อผ้าของเรา โดยจุดเด่นของเชื้อกลุ่มนี้ คือ แพร่กระจายเก่ง, สามารถอยู่ในบ้านได้นานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน และติดต่อสู่คนได้ด้วย


ถ้าแมวมีภูมิคุ้มกันอ่อน ขนหนา อยู่ที่ชื้น หรือสัมผัสแมวที่ติดเชื้อ ก็มีโอกาสติดได้ง่ายมาก


เชื้อราแมวติดกับคนไหมและอาการจะเป็นอย่างไร?

“ได้” แต่ไม่ต้องตกใจเกินไป โดยส่วนใหญ่จะติดเฉพาะในคนกลุ่มนี้:

  • เด็กเล็ก

  • ผู้สูงอายุ

  • ผู้มีภูมิคุ้มกันอ่อน

  • คนที่ผิวแพ้ง่าย

เมื่อติดแล้ว จะมีผื่นแดงเป็นวง คันมาก ลอกเป็นขุย ซึ่งถ้ารักษาเร็วก็หายไม่ยาก


สาเหตุหลักที่ทำให้แมวเป็นเชื้อรา


ถึงเราจะดูแลแมวดีแค่ไหน บางครั้งแมวก็ยังติดเชื้อราอยู่ดี เพราะมีหลายปัจจัยมากที่เราควบคุมไม่ได้ทั้งหมด


1) ความชื้นในสภาพแวดล้อม

ความชื้นเป็นตัวการหลักในการทำให้เชื้อราขยายตัวได้ดี เช่น

  • ห้องน้ำ

  • ห้องปิดทึบ อากาศไม่ถ่ายเท

  • ห้องแอร์เย็นจัด

  • พื้นพรมที่ไม่ค่อยทำความสะอาด

  • ผ้าห่มหรือเบาะที่ชื้น

เชื้อราต้องการเพียงความชื้นเล็กน้อยก็เติบโตได้แล้ว


2) ภูมิคุ้มกันของแมวอ่อนลง

แมวที่ภูมิคุ้มกันต่ำ จะติดเชื้อได้ง่ายมากกว่าปกติ เช่น

  • แมวเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน

  • แมวสูงอายุ

  • แมวป่วยหรือเพิ่งผ่าตัด

  • แมวที่มีโรคประจำตัว เช่น FIV / FeLV

  • แมวที่เครียดจากการย้ายบ้านหรือสัตว์ใหม่ในบ้าน

ความเครียดมีผลต่อภูมิคุ้มกันอย่างมาก ทำให้เชื้อรางอกงามได้สบายเลย


3) สัมผัสเชื้อโดยตรง

เชื้อราแพร่ผ่าน:

  • การเล่นกับแมวที่ติดเชื้อ

  • ใช้หวีร่วมกัน

  • นอนบนเบาะเดียวกัน

  • ใช้ผ้าห่มหรือผ้าเช็ดตัวเดียวกัน

แมวบางตัวไม่แสดงอาการ แต่เป็นพาหะ ทำให้อีกตัวติดเชื้อได้


4) สปอร์เชื้อในบ้านที่ยังไม่ถูกกำจัด

สปอร์เชื้อสามารถติดอยู่ตาม:

  • พรม

  • โซฟาผ้า

  • เสื้อผ้า

  • เปลแมว

  • ม่าน

  • ไม้กวาด/ที่ตักผง

นี่เป็นสาเหตุที่แมวหลายบ้าน “หายแล้วเป็นอีก” เพราะบ้านยังมีสปอร์ตกค้าง


อาการของเชื้อราแมวที่เจ้าของควรรู้


แมวเป็นเชื้อราไม่ได้มีแค่วงกลมเสมอไป อาการอาจหลากหลายกว่าที่คิด ดังนั้นต้องสังเกตให้ละเอียด


อาการที่พบบ่อยที่สุด

  • ขนร่วงเป็นวงกลมหรือวงรี

  • ผิวแดงหรือเป็นปื้นน้ำตาล

  • ผิวลอก มีสะเก็ด

  • ผิวหนาแข็งเป็นแผ่น

  • ขนหายเป็นหย่อม ๆ อย่างเห็นได้ชัด

  • มีขุยหรือเศษผิวหนังแห้งติดอยู่


พฤติกรรมที่ควรสังเกต

  • เกาหรือกัดผิวหนังบ่อย

  • เลียบริเวณที่คันจนผิวแดง

  • หงุดหงิดง่าย


ตำแหน่งยอดฮิตของเชื้อราแมว

  • ใต้คาง

  • รอบตา

  • ขาหนีบ

  • ใบหน้า

  • บริเวณโคนหาง


อาการที่อาจทำให้สับสนกับโรคอื่น

  • แพ้อาหาร

  • ขี้เรื้อน

  • ผิวอักเสบจากเห็บหมัด

  • ผิวแห้ง

ดังนั้นถ้าไม่แน่ใจ แนะนำให้ตรวจโดยสัตวแพทย์ จะได้ผลที่แม่นยำที่สุด


วิธีรักษาเชื้อราแมวแบบถูกต้องและเห็นผลจริง


การรักษาเชื้อราแมวต้องทำหลายอย่างร่วมกัน เพราะเชื้อราดื้อและซ่อนตัวเก่งมาก หากทำแค่บางขั้นตอนอาจหายช้าหรือกลับมาเป็นซ้ำได้


1) ยาฆ่าเชื้อรา

เหมาะกับเคสไม่รุนแรง มีแผลไม่มาก ตัวยาที่ใช้บ่อย เช่น Funginox ที่มีส่วนผสมของยาที่ชื่อ Ketoconazole


วิธีใช้ให้เห็นผล:

  • พ่นรอบๆแผล 

  • พ่น 1–2 ครั้ง/วัน


ข้อควรระวัง:

  • ระวังอย่าให้แมวเลียบริเวณที่พ่น

  • ไม่ควรใช้ยาของคนร่วมกับแมว


2) ยากินสำหรับเคสรุนแรง

เหมาะสำหรับแผลกระจายหลายจุด / หายช้า / เป็นซ้ำบ่อย ตัวยาที่พบมาก เช่น Itraconazole ต้องให้ภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์เท่านั้น เพราะต้องประเมินน้ำหนักตัวและสุขภาพตับเป็นระยะ


3) อาบน้ำด้วยแชมพูยา

ช่วยลดจำนวนเชื้อบนผิวหนังและเส้นขน แนะนำแชมพูที่มีส่วนผสมของ:

  • Ketoconazole

  • Chlorhexidine

  • สูตรผสมของตัวยาทั้ง 2 ตัว


เคล็ดลับการอาบน้ำ:

  • ฟอกทิ้งไว้ 5–10 นาที

  • อาบสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง

  • เช็ดตัวให้แห้งสนิท ลดความชื้น


4) ทำความสะอาดบ้านอย่างจริงจัง (สำคัญที่สุด!)

สปอร์เชื้ออยู่ในบ้านได้ “นานหลายเดือน” ถ้าไม่จัดการตรงนี้ ต่อให้รักษายังไงก็กลับมาเป็นซ้ำ


สิ่งที่ต้องทำ:

  • ถูบ้านด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์

  • ซักผ้าปู เบาะ ผ้าห่มด้วยน้ำร้อน

  • ทำความสะอาดพรมด้วยเครื่องอบไอน้ำ

  • เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท

  • ทำความสะอาดหวี แปรง และของใช้แมวทุกชิ้น


5) แยกแมวป่วยจากแมวตัวอื่น

เพราะ:

  • เชื้อแพร่เร็ว

  • แมวตัวอื่นอาจเป็นพาหะ

  • ของใช้ปะปนกันง่าย

ควรแยกจนกว่าแผลจะดีขึ้นและตรวจไม่พบสปอร์เชื้อ


6) เมื่อไหร่ที่ควรพาไปพบสัตวแพทย์ทันที

  • ขนร่วงเป็นหย่อม

  • แผลลามเร็วผิดปกติ

  • แผลเป็นหนองหรือมีน้ำเหลือง

  • แมวเกาจนเลือดออก

  • แมวซึม เบื่ออาหาร หงอยผิดปกติ

  • หากเข้ารับการรักษาแล้วอาการไม่ตอบสนองภายใน 1–2 สัปดาห์


วิธีป้องกันไม่ให้แมวกลับมาเป็นเชื้อซ้ำ


เชื้อราแมวสามารถกลับมาเป็นซ้ำง่ายมาก หากยังมีสปอร์เชื้อราอยู่ตามบ้านหรือภูมิคุ้มกันน้องไม่แข็งแรง ดังนั้นการป้องกันจึงสำคัญสุด ๆ 


1) ทำความสะอาดบ้านให้สม่ำเสมอ

  • เปิดให้อากาศถ่ายเท

  • ถูพื้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ

  • ซักของใช้แมวทุกสัปดาห์

  • พรมน้ำยาฆ่าเชื้อบนโซฟาและพรม


2) เสริมภูมิคุ้มกันให้แมว

  • อาหารคุณภาพดี

  • เสริม Omega 3–6

  • ลดความเครียดในบ้าน

  • ให้เวลากับแมว เล่น และกอดบ้าง เพื่อลดความเครียด


3) หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับแมวตัวอื่น

โดยเฉพาะในบ้านที่มีหลายตัว

  • แยกชามอาหาร

  • แยกกระบะทราย

  • แยกเบาะนอน


4) ตรวจสุขภาพผิวหนังแมวเป็นประจำ

สังเกตง่าย ๆ ทุกครั้งที่ลูบขน ถ้ารู้สึก ผิวแห้ง หรือมีขนร่วงเป็นหย่อม รีบพามาพบสัตวแพทย์



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเชื้อราแมว (FAQ)


เชื้อราแมวติดต่อคนไหม? — ติดต่อได้ โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ

รักษานานไหม? — ส่วนใหญ่ประมาณ 4–8 สัปดาห์

หายแล้วเป็นซ้ำได้ไหม? — เป็นได้ ถ้ายังมีสปอร์เชื้อราหลงเหลืออยู่ตามบ้านหรือภูมิคุ้มกันน้องต่ำ

แมวต้องโกนขนไหม? — ไม่จำเป็นทุกตัว แต่มักโกนเพื่อให้ยาพ่นได้ทั่วถึง

ต้องแยกแมวไหม? — ควรแยกจนกว่าแผลดีขึ้นและไม่พบสปอร์เชื้อ


สรุป: เชื้อราแมวรักษาหายได้ แต่ต้องดูแลครบทุกขั้นตอน


เชื้อราแมวเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยมากในน้องแมวทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นแมวที่เลี้ยงในบ้านหรือแมวที่เคยออกไปนอกบ้านก็ตาม จุดสำคัญที่ทำให้เจ้าของหลายคนกังวลคือ เชื้อราสามารถติดต่อสู่คนได้ และยังสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ถ้าไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี แม้จะเป็นโรคที่สร้างความรำคาญให้ทั้งแมวและเจ้าของ แต่ข่าวดีคือเชื้อราแมวนั้น “รักษาหายได้แน่นอน” หากทำอย่างครบถ้วนและสม่ำเสมอ


การรักษาเชื้อราแมวต้องมองเป็นภาพรวม ไม่ใช่แค่การทายาหรืออาบน้ำเท่านั้น แต่ต้องประกอบไปด้วยหลายขั้นตอน ทั้งการใช้ยาตามดุลยพินิจของสัตวแพทย์ การอาบน้ำด้วยแชมพูยา การจัดการสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้สะอาดและแห้ง รวมถึงการแยกแมวป่วยจากแมวตัวอื่นในบ้านชั่วคราวเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ สิ่งที่เจ้าของหลายคนมักพลาดคือการไม่กำจัดสปอร์เชื้อในบ้าน เพราะสปอร์สามารถอยู่ได้นานหลายเดือน ทำให้แมว “หายแล้วกลับมาเป็นใหม่” ได้ง่ายมาก


ในระหว่างการรักษา เจ้าของควรหมั่นสังเกตอาการของน้องแมวอย่างต่อเนื่อง หากพบว่าแผลลามเร็ว แผลเป็นหนอง แมวเกามากจนเลือดออก หรือมีอาการซึม ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันทีเพื่อปรับแผนการรักษาให้เหมาะสม เพราะเชื้อราแมวอาจมีความซับซ้อนขึ้นถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย


ท้ายที่สุด การป้องกันคือหัวใจสำคัญที่สุดของการรับมือเชื้อราแมว เจ้าของควรดูแลให้บ้านสะอาด อากาศถ่ายเท อาบน้ำแมวเป็นประจำ และเสริมภูมิคุ้มกันให้น้องผ่านอาหารที่ดีและลดความเครียดในชีวิตประจำวัน เมื่อทุกอย่างครบถ้วน การรักษาจะเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และช่วยให้น้องแมวกลับมาสุขภาพดี ขนสวย และใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจอีกครั้ง 


ผู้เขียน: นสพ. ธนรัฐ บุญประกอบ 

 
 
 

Comments


bottom of page