top of page
Search

เชื้อราแมว สาเหตุ อาการ วิธีรักษา และการป้องกันแบบละเอียด เข้าใจง่าย

  • Dec 31, 2025
  • 2 min read

เชื้อราแมวเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยในแมวทุกวัย และเป็นปัญหาที่ทำให้เจ้าของหลายบ้านกังวลพอสมควร เพราะนอกจากจะทำให้น้องแมวขนร่วง ผิวลอก หรือมีสะเก็ดแล้ว ยังสามารถแพร่กระจายไปยังแมวตัวอื่น รวมถึงคนในบ้านได้ด้วย โดยเฉพาะหากมีการสัมผัสใกล้ชิดหรือใช้ของร่วมกัน


จุดสำคัญของโรคนี้คือ แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงขั้นอันตรายมากในทันที แต่ไม่ควรปล่อยไว้โดยไม่ดูแล เพราะเชื้อราสามารถกระจายอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน ถ้ารักษาไม่ครบหรือทำความสะอาดบ้านไม่ทั่วถึง น้องแมวก็อาจกลับมาเป็นซ้ำได้อีก


ถ้าคุณเป็นทาสแมวตัวจริง บทความนี้น่าจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องมีติดตัวไว้เลย เพราะ “เชื้อราแมว” เป็นโรคที่เจอบ่อยมากในน้องแมว ไม่ว่าจะเลี้ยงในบ้านหรือข้างนอกก็ตาม หลายคนเจอวงขนร่วงปุ๊บ…ก็เริ่มกังวลว่าจะเป็นเชื้อราหรือเปล่า? อันตรายไหม? รักษายากหรือไม่? หรือแม้แต่กลัวติดคนในบ้านด้วย


ความจริงแล้วเชื้อราแมวไม่ใช่โรคที่น่ากลัวจนถึงขั้นวิกฤต แต่ “ต้อง” รักษาอย่างถูกต้องและครบวงจร เพราะถ้าดูแลแค่บางส่วน เช่น ทายาอย่างเดียว แต่บ้านไม่สะอาด ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้เรื่อย ๆ


อาการของเชื้อราแมว
อาการของเชื้อราแมว

เชื้อราแมวคืออะไร? อันตรายไหม?


เชื้อราแมวคือการติดเชื้อราบริเวณผิวหนังและเส้นขน ซึ่งมักทำให้เกิดอาการขนร่วงเป็นหย่อม ผิวลอก เป็นขุย หรือมีสะเก็ด บางตัวเป็นไม่มาก แต่บางตัวอาจลามหลายจุด โดยเฉพาะถ้ามีภูมิคุ้มกันอ่อนหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ชื้น


สิ่งที่ทำให้โรคนี้น่ากังวลไม่ใช่แค่เรื่องแผลบนตัวแมว แต่เป็นเพราะเชื้อสามารถอยู่ในบ้านและของใช้ต่าง ๆ ได้นานพอสมควร ถ้ารักษาเฉพาะที่แผลแต่ไม่ดูแลสิ่งแวดล้อมร่วมด้วย ก็มีโอกาสหายแล้วกลับมาเป็นซ้ำได้


เชื้อราแมวเกิดจากเชื้อราในกลุ่ม Dermatophytes โดยเชื้อที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งคือ Microsporum canis ซึ่งเป็นเชื้อที่อยู่ได้ทั้งบนผิวหนัง เส้นขน และสภาพแวดล้อมในบ้าน เช่น เบาะนอน โซฟา พรม หรือแม้แต่เสื้อผ้าของเรา โดยจุดเด่นของเชื้อกลุ่มนี้ คือ แพร่กระจายเก่ง, สามารถอยู่ในบ้านได้นานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน และติดต่อสู่คนได้ด้วย


ถ้าแมวมีภูมิคุ้มกันอ่อน ขนหนา อยู่ที่ชื้น หรือสัมผัสแมวที่ติดเชื้อ ก็มีโอกาสติดได้ง่ายมาก


เชื้อราแมวติดกับคนไหมและอาการจะเป็นอย่างไร?

“ได้” แต่ไม่ต้องตกใจเกินไป โดยส่วนใหญ่จะติดเฉพาะในคนกลุ่มนี้:

  • เด็กเล็ก

  • ผู้สูงอายุ

  • ผู้มีภูมิคุ้มกันอ่อน

  • คนที่ผิวแพ้ง่าย

เมื่อติดแล้ว จะมีผื่นแดงเป็นวง คันมาก ลอกเป็นขุย ซึ่งถ้ารักษาเร็วก็หายไม่ยาก


สาเหตุหลักที่ทำให้แมวเป็นเชื้อรา


หลายคนดูแลแมวดีมากแต่ก็ยังเจอเชื้อราได้ เพราะโรคนี้ไม่ได้เกิดจากความสกปรกเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งความชื้น สภาพแวดล้อม ภูมิคุ้มกันของแมว และการสัมผัสเชื้อจากสัตว์หรือของใช้ที่ปนเปื้อน


การเข้าใจสาเหตุมีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้ป้องกันได้ตรงจุดขึ้น ไม่ใช่แค่รักษาแผลให้ดีขึ้นชั่วคราว แต่ช่วยลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำในระยะยาวด้วย


ถ้าคนในบ้านเริ่มมีผื่นแดง คัน หรือผิวลอกหลังสัมผัสแมวที่สงสัยว่าเป็นเชื้อรา ควรหลีกเลี่ยงการเกาและรีบพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ จะช่วยให้รักษาได้ง่ายขึ้นและลดการกระจายเชื้อไปยังจุดอื่น


ถึงเราจะดูแลแมวดีแค่ไหน บางครั้งแมวก็ยังติดเชื้อราอยู่ดี เพราะมีหลายปัจจัยมากที่เราควบคุมไม่ได้ทั้งหมด


1) ความชื้นในสภาพแวดล้อม

ความชื้นเป็นตัวการหลักในการทำให้เชื้อราขยายตัวได้ดี เช่น

  • ห้องน้ำ

  • ห้องปิดทึบ อากาศไม่ถ่ายเท

  • ห้องแอร์เย็นจัด

  • พื้นพรมที่ไม่ค่อยทำความสะอาด

  • ผ้าห่มหรือเบาะที่ชื้น

เชื้อราต้องการเพียงความชื้นเล็กน้อยก็เติบโตได้แล้ว


2) ภูมิคุ้มกันของแมวอ่อนลง

แมวที่ภูมิคุ้มกันต่ำ จะติดเชื้อได้ง่ายมากกว่าปกติ เช่น

  • แมวเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน

  • แมวสูงอายุ

  • แมวป่วยหรือเพิ่งผ่าตัด

  • แมวที่มีโรคประจำตัว เช่น FIV / FeLV

  • แมวที่เครียดจากการย้ายบ้านหรือสัตว์ใหม่ในบ้าน

ความเครียดมีผลต่อภูมิคุ้มกันอย่างมาก ทำให้เชื้อรางอกงามได้สบายเลย


3) สัมผัสเชื้อโดยตรง

เชื้อราแพร่ผ่าน:

  • การเล่นกับแมวที่ติดเชื้อ

  • ใช้หวีร่วมกัน

  • นอนบนเบาะเดียวกัน

  • ใช้ผ้าห่มหรือผ้าเช็ดตัวเดียวกัน

แมวบางตัวไม่แสดงอาการ แต่เป็นพาหะ ทำให้อีกตัวติดเชื้อได้


4) สปอร์เชื้อในบ้านที่ยังไม่ถูกกำจัด

สปอร์เชื้อสามารถติดอยู่ตาม:

  • พรม

  • โซฟาผ้า

  • เสื้อผ้า

  • เปลแมว

  • ม่าน

  • ไม้กวาด/ที่ตักผง

นี่เป็นสาเหตุที่แมวหลายบ้าน “หายแล้วเป็นอีก” เพราะบ้านยังมีสปอร์ตกค้าง


ในบ้านที่เลี้ยงแมวหลายตัว ควรระวังเรื่องการใช้ของร่วมกันเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่องทางที่เชื้อแพร่ได้ง่ายมาก แม้บางตัวจะยังไม่เห็นแผลชัดเจนก็ตาม


อาการของเชื้อราแมวที่เจ้าของควรรู้


อาการของเชื้อราแมวไม่ได้เหมือนกันทุกตัว บางตัวมีแค่ขนร่วงเล็กน้อย บางตัวมีผิวแดง ลอก หรือมีสะเก็ดชัดเจน จึงควรสังเกตทั้งลักษณะผิวหนังและพฤติกรรมของน้องแมวร่วมกัน


ถ้าพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะแรกและรีบพาไปตรวจ จะช่วยให้รักษาได้ง่ายกว่า เพราะเชื้อยังไม่กระจายมาก และยังลดโอกาสแพร่ไปยังแมวตัวอื่นหรือคนในบ้านได้ด้วย


แมวเป็นเชื้อราไม่ได้มีแค่วงกลมเสมอไป อาการอาจหลากหลายกว่าที่คิด ดังนั้นต้องสังเกตให้ละเอียด


อาการที่พบบ่อยที่สุด

  • ขนร่วงเป็นวงกลมหรือวงรี

  • ผิวแดงหรือเป็นปื้นน้ำตาล

  • ผิวลอก มีสะเก็ด

  • ผิวหนาแข็งเป็นแผ่น

  • ขนหายเป็นหย่อม ๆ อย่างเห็นได้ชัด

  • มีขุยหรือเศษผิวหนังแห้งติดอยู่


พฤติกรรมที่ควรสังเกต

  • เกาหรือกัดผิวหนังบ่อย

  • เลียบริเวณที่คันจนผิวแดง

  • หงุดหงิดง่าย


ตำแหน่งยอดฮิตของเชื้อราแมว

  • ใต้คาง

  • รอบตา

  • ขาหนีบ

  • ใบหน้า

  • บริเวณโคนหาง


อาการที่อาจทำให้สับสนกับโรคอื่น

  • แพ้อาหาร

  • ขี้เรื้อน

  • ผิวอักเสบจากเห็บหมัด

  • ผิวแห้ง

ดังนั้นถ้าไม่แน่ใจ แนะนำให้ตรวจโดยสัตวแพทย์ จะได้ผลที่แม่นยำที่สุด


บางครั้งแมวที่เป็นเชื้อราอาจไม่ได้คันมากอย่างที่หลายคนคิด จึงไม่ควรใช้แค่อาการคันเป็นเกณฑ์ตัดสิน ถ้าเห็นว่าขนร่วง ผิวเป็นขุย หรือมีสะเก็ดผิดปกติ ก็ควรพาไปตรวจไว้ก่อน


แอด LINE เพื่อสอบถามคิวและค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้ที่นี่



วิธีรักษาเชื้อราแมวแบบถูกต้องและเห็นผลจริง


การรักษาเชื้อราแมวให้ได้ผล ไม่ใช่แค่ทำให้แผลแห้งหรือขนเริ่มขึ้น แต่ต้องลดเชื้อบนตัวแมวและลดสปอร์ที่กระจายอยู่ในบ้านไปพร้อมกัน จึงจะช่วยให้หายได้ดีและลดโอกาสเป็นซ้ำ


บางบ้านเห็นอาการดีขึ้นแล้วรีบหยุดยาเอง ทำให้เชื้อยังไม่หมดจริงและกลับมาเป็นอีกได้ง่าย ดังนั้นถ้าเริ่มรักษาแล้ว ควรทำอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของสัตวแพทย์


การรักษาเชื้อราแมวต้องทำหลายอย่างร่วมกัน เพราะเชื้อราดื้อและซ่อนตัวเก่งมาก หากทำแค่บางขั้นตอนอาจหายช้าหรือกลับมาเป็นซ้ำได้


1) ยาฆ่าเชื้อรา

เหมาะกับเคสไม่รุนแรง มีแผลไม่มาก ตัวยาที่ใช้บ่อย เช่น Funginox ที่มีส่วนผสมของยาที่ชื่อ Ketoconazole


วิธีใช้ให้เห็นผล:

  • พ่นรอบๆแผล 

  • พ่น 1–2 ครั้ง/วัน


ข้อควรระวัง:

  • ระวังอย่าให้แมวเลียบริเวณที่พ่น

  • ไม่ควรใช้ยาของคนร่วมกับแมว


2) ยากินสำหรับเคสรุนแรง

เหมาะสำหรับแผลกระจายหลายจุด / หายช้า / เป็นซ้ำบ่อย ตัวยาที่พบมาก เช่น Itraconazole ต้องให้ภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์เท่านั้น เพราะต้องประเมินน้ำหนักตัวและสุขภาพตับเป็นระยะ


3) อาบน้ำด้วยแชมพูยา

ช่วยลดจำนวนเชื้อบนผิวหนังและเส้นขน แนะนำแชมพูที่มีส่วนผสมของ:

  • Ketoconazole

  • Chlorhexidine

  • สูตรผสมของตัวยาทั้ง 2 ตัว


เคล็ดลับการอาบน้ำ:

  • ฟอกทิ้งไว้ 5–10 นาที

  • อาบสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง

  • เช็ดตัวให้แห้งสนิท ลดความชื้น


4) ทำความสะอาดบ้านอย่างจริงจัง (สำคัญที่สุด!)

สปอร์เชื้ออยู่ในบ้านได้ “นานหลายเดือน” ถ้าไม่จัดการตรงนี้ ต่อให้รักษายังไงก็กลับมาเป็นซ้ำ


สิ่งที่ต้องทำ:

  • ถูบ้านด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์

  • ซักผ้าปู เบาะ ผ้าห่มด้วยน้ำร้อน

  • ทำความสะอาดพรมด้วยเครื่องอบไอน้ำ

  • เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท

  • ทำความสะอาดหวี แปรง และของใช้แมวทุกชิ้น


5) แยกแมวป่วยจากแมวตัวอื่น

เพราะ:

  • เชื้อแพร่เร็ว

  • แมวตัวอื่นอาจเป็นพาหะ

  • ของใช้ปะปนกันง่าย

ควรแยกจนกว่าแผลจะดีขึ้นและตรวจไม่พบสปอร์เชื้อ


6) เมื่อไหร่ที่ควรพาไปพบสัตวแพทย์ทันที

  • ขนร่วงเป็นหย่อม

  • แผลลามเร็วผิดปกติ

  • แผลเป็นหนองหรือมีน้ำเหลือง

  • แมวเกาจนเลือดออก

  • แมวซึม เบื่ออาหาร หงอยผิดปกติ

  • หากเข้ารับการรักษาแล้วอาการไม่ตอบสนองภายใน 1–2 สัปดาห์


วิธีดูแลแบบธรรมชาติ เช่น รักษาความสะอาด ลดความชื้น และดูแลอาหารของแมว สามารถช่วยสนับสนุนการรักษาได้ แต่ไม่ควรใช้แทนยา โดยเฉพาะในเคสที่แผลหลายจุด ลามเร็ว หรือมีสมาชิกในบ้านเริ่มมีอาการร่วมด้วย


วิธีป้องกันไม่ให้แมวกลับมาเป็นเชื้อซ้ำ


การป้องกันเป็นส่วนสำคัญไม่แพ้การรักษา เพราะถึงแผลจะดีขึ้นแล้ว แต่ถ้ายังมีสปอร์เชื้อค้างอยู่ในบ้าน เชื้อก็อาจกลับมาได้อีก การดูแลบ้าน ของใช้ และสุขภาพโดยรวมของแมวจึงควรทำควบคู่กันไป


ยิ่งบ้านไหนมีแมวหลายตัว การป้องกันยิ่งต้องละเอียดมากขึ้น เพราะโรคนี้สามารถแพร่ผ่านของใช้และพื้นที่ที่แมวใช้งานร่วมกันได้ง่ายกว่าที่คิด


เชื้อราแมวสามารถกลับมาเป็นซ้ำง่ายมาก หากยังมีสปอร์เชื้อราอยู่ตามบ้านหรือภูมิคุ้มกันน้องไม่แข็งแรง ดังนั้นการป้องกันจึงสำคัญสุด ๆ 


1) ทำความสะอาดบ้านให้สม่ำเสมอ

  • เปิดให้อากาศถ่ายเท

  • ถูพื้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ

  • ซักของใช้แมวทุกสัปดาห์

  • พรมน้ำยาฆ่าเชื้อบนโซฟาและพรม


2) เสริมภูมิคุ้มกันให้แมว

  • อาหารคุณภาพดี

  • เสริม Omega 3–6

  • ลดความเครียดในบ้าน

  • ให้เวลากับแมว เล่น และกอดบ้าง เพื่อลดความเครียด


3) หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับแมวตัวอื่น

โดยเฉพาะในบ้านที่มีหลายตัว

  • แยกชามอาหาร

  • แยกกระบะทราย

  • แยกเบาะนอน


4) ตรวจสุขภาพผิวหนังแมวเป็นประจำ

สังเกตง่าย ๆ ทุกครั้งที่ลูบขน ถ้ารู้สึก ผิวแห้ง หรือมีขนร่วงเป็นหย่อม รีบพามาพบสัตวแพทย์


อย่าลืมทำความสะอาดอุปกรณ์ที่สัมผัสตัวแมวเป็นประจำ เช่น หวี แปรง ผ้าเช็ดตัว กรง หรือเบาะพกพา เพราะจุดเล็ก ๆ เหล่านี้มักเป็นแหล่งสะสมเชื้อที่ถูกมองข้าม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเชื้อราแมว (FAQ)


คำถามต่อไปนี้เป็นสิ่งที่เจ้าของแมวมักสงสัยบ่อย เพราะเกี่ยวข้องกับการดูแลจริงในชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องระยะเวลารักษา การติดคน และโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ


เชื้อราแมวติดต่อคนไหม? — ติดต่อได้ โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ

รักษานานไหม? — ส่วนใหญ่ประมาณ 4–8 สัปดาห์

หายแล้วเป็นซ้ำได้ไหม? — เป็นได้ ถ้ายังมีสปอร์เชื้อราหลงเหลืออยู่ตามบ้านหรือภูมิคุ้มกันน้องต่ำ

แมวต้องโกนขนไหม? — ไม่จำเป็นทุกตัว แต่มักโกนเพื่อให้ยาพ่นได้ทั่วถึง

ต้องแยกแมวไหม? — ควรแยกจนกว่าแผลดีขึ้นและไม่พบสปอร์เชื้อ

เชื้อราแมวหายเองได้ไหม? — อาจมีบางกรณีที่อาการดูเหมือนดีขึ้นเอง แต่ไม่ควรปล่อยไว้ เพราะเชื้อยังสามารถแพร่กระจายต่อได้

ถ้าคนในบ้านติดเชื้อราจากแมวควรทำอย่างไร? — ควรพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ และรักษาแมวพร้อมกับทำความสะอาดบ้านไปพร้อมกัน เพื่อป้องกันการติดกลับไปกลับมา


สรุป: เชื้อราแมวรักษาหายได้ แต่ต้องดูแลครบทุกขั้นตอน


เชื้อราแมวเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยมากในน้องแมวทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นแมวที่เลี้ยงในบ้านหรือแมวที่เคยออกไปนอกบ้านก็ตาม จุดสำคัญที่ทำให้เจ้าของหลายคนกังวลคือ เชื้อราสามารถติดต่อสู่คนได้ และยังสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ถ้าไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี แม้จะเป็นโรคที่สร้างความรำคาญให้ทั้งแมวและเจ้าของ แต่ข่าวดีคือเชื้อราแมวนั้น “รักษาหายได้แน่นอน” หากทำอย่างครบถ้วนและสม่ำเสมอ


การรักษาเชื้อราแมวต้องมองเป็นภาพรวม ไม่ใช่แค่การทายาหรืออาบน้ำเท่านั้น แต่ต้องประกอบไปด้วยหลายขั้นตอน ทั้งการใช้ยาตามดุลยพินิจของสัตวแพทย์ การอาบน้ำด้วยแชมพูยา การจัดการสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้สะอาดและแห้ง รวมถึงการแยกแมวป่วยจากแมวตัวอื่นในบ้านชั่วคราวเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ สิ่งที่เจ้าของหลายคนมักพลาดคือการไม่กำจัดสปอร์เชื้อในบ้าน เพราะสปอร์สามารถอยู่ได้นานหลายเดือน ทำให้แมว “หายแล้วกลับมาเป็นใหม่” ได้ง่ายมาก


ในระหว่างการรักษา เจ้าของควรหมั่นสังเกตอาการของน้องแมวอย่างต่อเนื่อง หากพบว่าแผลลามเร็ว แผลเป็นหนอง แมวเกามากจนเลือดออก หรือมีอาการซึม ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันทีเพื่อปรับแผนการรักษาให้เหมาะสม เพราะเชื้อราแมวอาจมีความซับซ้อนขึ้นถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย


ท้ายที่สุด การป้องกันคือหัวใจสำคัญที่สุดของการรับมือเชื้อราแมว เจ้าของควรดูแลให้บ้านสะอาด อากาศถ่ายเท อาบน้ำแมวเป็นประจำ และเสริมภูมิคุ้มกันให้น้องผ่านอาหารที่ดีและลดความเครียดในชีวิตประจำวัน เมื่อทุกอย่างครบถ้วน การรักษาจะเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และช่วยให้น้องแมวกลับมาสุขภาพดี ขนสวย และใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจอีกครั้ง 


ผู้เขียน: นสพ. ธนรัฐ บุญประกอบ 





 
 
 

Comments


bottom of page