top of page
Search

แมวตาอักเสบ 7 สัญญาณเตือน พร้อมสาเหตุหากปล่อยไว้นานเสี่ยงตาบอด

Jun 1
2 min read

Updated: Jul 16

แมวตาอักเสบ นับว่าปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยกับแมวทุกเพศทุกวัย ที่มีตั้งแต่ลูกแมวไปจนถึงแมวโต หลายคนอาจเคยเจอสถานการณ์ที่แมวมีขี้ตาเยอะ น้ำตาไหล หรือดวงตาดูแดงผิดปกติ แล้วสงสัยว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริง อาการตาอักเสบในแมวสามารถเริ่มจากปัญหาเล็ก ๆ แต่หากปล่อยทิ้งไว้นาน โดยไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง อาจลุกลามจนส่งผลกระทบรุนแรงต่อดวงตา และอาจทำให้แมวสูญเสียการมองเห็นได้

 

บทความนี้เราจะพาคุณไปสำรวจ Check-list อาการเบื้องต้นว่าแบบไหนที่ควรรอดูอาการ และแบบไหนที่ต้องมาโรงพยาบาลสัตว์ทันที เพื่อที่เจ้าของทั้งหลายจะได้ทำความเข้าใจแบบละเอียด ตั้งแต่สาเหตุ อาการ วิธีดูแล ไปจนถึงแนวทางป้องกัน เพื่อให้คุณสามารถดูแลแมวได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยที่สุด 



แมวตาอักเสบคืออะไร


แมวตาอักเสบ (Feline Conjunctivitis) คือ ภาวะที่เยื่อเมือกบริเวณรอบดวงตา และด้านในเปลือกตา (เยื่อบุตา) เกิดการระคายเคือง ติดเชื้อ หรืออักเสบ จนทำให้ดวงตาของน้องแมวมีลักษณะผิดปกติไปจากเดิม โดยจะเกิดการอักเสบในส่วนต่าง ๆ ของดวงตา เช่น เยื่อบุตา (Conjunctiva) , กระจกตา (Cornea) และเปลือกตา (Eyelid)

 

7 สัญญาณเตือนแมวตาอักเสบที่ห้ามมองข้าม


อาการตาอักเสบในแมวมักเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ที่เจ้าของอาจไม่ทันสังเกต แต่หากปล่อยไว้ อาจจะลุกลามจนรุนแรงได้ การรู้จัก “สัญญาณเตือน” จะช่วยให้คุณพาแมวไปรักษาได้ทันเวลา 


1. เยื่อบุตาแดง 

ปกติแล้วเนื้อเยื่อด้านในเปลือกตาและตาขาวของแมวควรเป็นสีชมพูอ่อนระเรื่อ แต่ถ้าคุณสังเกตเห็นตรงบริเวณนั้นกลายเป็น สีแดงสด บวมเป่ง หรือดูช้ำเลือด นั่นคือสัญญาณชัดเจนของอาการอักเสบ (Conjunctivitis) ซึ่งอาจเกิดจากการระคายเคืองหรือการติดเชื้อไวรัส ซึ่งการที่ตาแดงถือว่าเป็นหนึ่งในอาการเริ่มต้นที่พบได้บ่อย ทั้งนี้ หากแดงต่อเนื่องเกิน 1-2 วัน ควรพามาพบสัตวแพทย์


2. มีความเหนียวและปริมาณมาก 

ขี้ตาแมวปกติควรมีสีใสหรือแห้งเป็นสีน้ำตาลเข้มเล็กน้อย แต่ถ้าเริ่มมีลักษณะเหนียวข้นจนตาปิดสนิท ลืมตาไม่ได้ หรือ เช็ดออกแล้วไม่นานก็กลับมามีใหม่เกรอะกรัง ถือว่าผิดปกติ


3. หรี่ตาหรือขยิบตาตลอดเวลา 

แมวที่เจ็บตามักจะแสดงอาการสู้แสงไม่ได้ น้องจะพยายามหรี่ตาข้างที่มีปัญหา หรือกระพริบตาบ่อย ๆ เหมือนว่ามีอะไรเข้าตา อาการนี้มักจะเกิดจากความเจ็บปวดภายในลูกตา หรืออาจมี “แผลที่กระจกตา” ซึ่งต้องได้รับการตรวจด้วยการย้อมสีตาโดยสัตวแพทย์ 


4. หนังตาที่สามโผล่ขึ้นมาปิด 

แมวมีเปลือกตาพิเศษที่เรียกว่า “หนังตาที่สาม” (Nictitating Membrane) อยู่บริเวณหัวตา ปกติเราจะมองไม่เห็นชัดเจน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่แผ่นเยื่อสีขาวหรือชมพูอ่อนนี้ โผล่ขึ้นมาบดบังดวงตาเกินครึ่ง นั่นคือสัญญาณว่าร่างกายของแมวกำลังตอบสนองต่ออาการป่วย ความเจ็บปวด หรือระบบภูมิคุ้มกันกำลังมีปัญหา 


5. น้ำตาไหลพรากเป็นทาง

หากน้องแมวมีคราบน้ำตาไหลย้อยลงมาเป็นทางยาวจนขนบริเวณใต้ตาเปลี่ยนสี แสดงว่าท่อน้ำตาอาจจะอุดตันจากการอักเสบ หรือว่ามีการระคายเคืองอย่างหนักจนร่างกายต้องผลิตน้ำตาออกมาขับสิ่งแปลกปลอมตลอดเวลา โดยปกติแมวจะมีน้ำตาเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้ หากปล่อยไว้นาน อาจเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน 


6. พยายามเอาอุ้งเท้าถูหรือเกาตาบ่อยๆ

อาการคันและระคายเคืองจะทำให้น้องแมวพยายามจะเอาอุ้งเท้าตะปบหรือเกาตา รวมถึงการเอาหน้าไปไถกับพรมหรือเฟอร์นิเจอร์ พฤติกรรมเหล่านี้อันตรายมาก เพราะเล็บของน้องอาจจะไปเกี่ยวตาทำให้ตาเป็นแผล จนทำให้อาการอักเสบลุกลามจากการติดเชื้อที่เล็บมือได้ 


7. ดวงตามีลักษณะขุ่นมัว

หากมองเข้าไปในดวงตาแล้วพบว่า กระจกตาที่เคยใสกลับดูขุ่นมัว เหมือนมีหมอกขาว ๆ บัง หรือว่าสีของม่านตาดูเปลี่ยนไป นั้นถือว่าเป็นสัญญาณเตือนที่ บ่งบอกถึงการอักเสบในช่องลูกตา หรือต้อกระจก ซึ่งหากรักษาไม่ทันท่วงทีอาจส่งผลให้น้องแมวสูญเสียการมองเห็นถาวรได้

 

คำแนะนำจากสัตวแพทย์


หากพบอาการเหล่านี้ แนะนำให้สวมคอลล่าร์ (ลำโพงกันเลีย) ให้น้องแมวทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกาตาจนอักเสบหนักกว่าเดิม รีบพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจหาต้นตอที่แท้จริง อย่าซื้อยาหยอดตาคนมาใช้เองโดยเด็ดขาด เพราะโครงสร้างตาแมวไม่เหมือนกับเรา! 


แอด LINE เพื่อสอบถามคิวและค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้ที่นี่





สาเหตุของแมวตาอักเสบ


การที่ทาสแมวเข้าใจสาเหตุของอาการแมวตาอักเสบแบบเจาะลึก จะช่วยให้เราแยกแยะได้ว่าอาการที่เห็นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย หรือเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง ที่จะต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน โดยสามารถแบ่งกลุ่มสาเหตุออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ ดังนี้ 


1. การติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจและไวรัส (Infectious Diseases)

การติดเชื้อถือเป็นสาเหตุหลักของแมวตาอักเสบ และเป็นสาเหตุที่พบบ่อยมากที่สุด โดยเฉพาะในลูกแมวและแมวที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือแมวที่เลี้ยงรวมกันจำนวนมาก

  • Feline Herpesvirus-1 (FHV-1): ต้นเหตุหลักของ โรคหวัดแมว ไวรัสตัวนี้จะเข้าไปฝังตัวอยู่ในเส้นประสาท และมักจะทำให้เยื่อบุตาอักเสบรุนแรง กระจกตาเป็นแผล และอาจจะเป็นเรื้อรังไปตลอดชีวิตเมื่อภูมิคุ้มกันตก

  • Feline Calicivirus (FCV): แม้จะเน้นไปที่แผลในปาก แต่ก็ส่งผลให้เกิดอาการตาแดงและมีน้ำตาไหลได้เช่นกัน

  • Chlamydia & Mycoplasma: เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้ตาบวมแดงอย่างมาก มักจะเห็นเยื่อบุตาปูดออกมาจนเบียดลูกตา และมีขี้ตาข้นสีเหลืองหรือเขียว 


2. ปัจจัยทางกายภาพและสิ่งแวดล้อม (Physical & Environmental Factors)

บางครั้งปัญหาไม่ได้มาจากเชื้อโรค แต่อาจจะมาจากสภาพแวดล้อมที่น้องแมวอาศัยอยู่

  • สิ่งระคายเคืองในอากาศ: ฝุ่นละออง PM 2.5, ควันบุหรี่, สเปรย์ปรับอากาศ หรืออาจจะเป็นเพราะทรายแมวที่มีฝุ่นเยอะเกินไป สามารถทำให้เกิดการอักเสบแบบภูมิแพ้ (Allergic Conjunctivitis)

  • สิ่งแปลกปลอมเข้าตา: เมล็ดหญ้า เส้นขนตัวเอง หรือเศษผงเล็ก ๆ ที่เข้าไปติดอยู่ใต้เปลือกตา ทำให้เกิดการระคายเคืองทุกครั้งที่กระพริบตา

  • อุบัติเหตุและการต่อสู้: โดนแมวตัวอื่นข่วนหน้า หรือวิ่งชนกิ่งไม้ จนทำให้เกิดแผลที่กระจกตา (Corneal Ulcer) ซึ่งหากติดเชื้อซ้ำซ้อนจะทำให้น้ำตาไหลพรากและตาปิดสนิท 


3. ความผิดปกติทางพันธุกรรมและโครงสร้าง (Anatomical Abnormalities)

แมวบางสายพันธุ์จะมีลักษณะโครงสร้างใบหน้าที่เอื้อต่อการเกิดตาอักเสบได้ง่าย

  • ขนตาขึ้นผิดที่: ขนตาที่งอกออกมาผิดตำแหน่งและทิ่มเข้าไปในดวงตา ทำให้เกิดการระคายเคืองเรื้อรัง

  • หนังตาม้วนเข้าด้านใน: พบได้บ่อยในแมวหน้าสั้น (เช่น เปอร์เซีย หรือเอ็กโซติก) เปลือกตาจะม้วนเข้าหาลูกตา ทำให้ขนตาครูดกับกระจกตาตลอดเวลาจนเกิดการอักเสบและเป็นแผล

  • ท่อน้ำตาอุดตัน: ทำให้น้ำตาไหลล้นออกมาหมักหมมที่บริเวณใต้ตา กลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและทำให้ผิวหนังรอบดวงตาอักเสบตามไปด้วย 


4. โรคภายในลูกตาที่ซับซ้อน (Internal Eye Diseases)

อาการตาแดงอักเสบอาจจะเป็นเพียงปลายเหตุของโรคที่อยู่ลึกเข้าไปข้างใน

  • โรคตาแดงจากภายใน: คือการอักเสบของเนื้อเยื่อภายในลูกตา มักจะมีสาเหตุมาจากโรคระบบอื่น เช่น โรคพยาธิในเม็ดเลือด, โรคเอดส์แมว (FIV), หรือโรคช่องท้องอักเสบ (FIP)

  • ต้อหิน: ความดันในลูกตาสูงขึ้น ทำให้ตาแดงก่ำ ลูกตาดูขยายใหญ่ขึ้น และน้องจะเจ็บปวดมาก 


5. ภาวะภูมิคุ้มกันและเนื้องอก (Immune-mediated & Neoplasia)

  • Eosinophilic Keratitis: ภาวะภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติจนทำให้เกิดแผ่นฝ้าขาว ๆ ชมพู ๆ ขึ้นบนกระจกตา โดยมักจะพบในแมวที่มีประวัติเป็นไวรัสเอร์ปีส์มาก่อน

  • เนื้องอกในลูกตา: แม้จะพบได้ไม่บ่อยเท่าสาเหตุอื่น แต่เนื้องอกบางชนิดสามารถทำให้เกิดการอักเสบและบวมแดงที่ดูคล้ายกับอาการตาอักเสบทั่วไปในระยะแรก 


แมวตาอักเสบ อันตรายไหม


เมื่อถามว่า แมวตาอักเสบ อันตรายมากน้อยแค่ไหน คำตอบคือ “อาจจะอันตรายได้” ซึ่งขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของการอักเสบ หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจเกิดความเสียหายถาวร

  • กรณีไม่รุนแรง: ระคายเคืองเล็กน้อย, หายได้ด้วยการดูแลเบื้องต้น

  • กรณีรุนแรง: แผลที่กระจกตา, ติดเชื้อรุนแรง, เสี่ยงตาบอด 


วิธีดูแลแมวตาอักเสบเบื้องต้นสามารถทำได้ที่บ้าน


  • เช็ดทำความสะอาดตา โดยใช้สำลีชุบน้ำสะอาด น้ำเกลือ หรือ น้ำยาล้างตา เช็ดเบา ๆ วันละ 1–2 ครั้ง

  • ใช้สำลีเช็ดตาแยกแต่ละข้าง เพื่อลดการติดเชื้อ

  • การรักษาความสะอาด ช่วยลดฝุ่น และดูแลสภาพแวดล้อมให้สะอาด 


เมื่อไหร่ควรพาไปหาสัตวแพทย์


  • ตาขุ่นหรือมีฝ้า

  • มีหนอง

  • แมวซึม ไม่กินอาหาร

  • อาการไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 วัน 


วิธีป้องกันแมวตาอักเสบ


แมวตาอักเสบเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย แต่สามารถป้องกันได้ หากคุณเข้าใจสาเหตุและดูแลอย่างถูกวิธี การป้องกันตั้งแต่ต้นจะช่วยลดโอกาสเกิดอาการซ้ำ ลดค่าใช้จ่ายในการรักษา และช่วยให้แมวมีสุขภาพตาที่ดีในระยะยาว


1. รักษาความสะอาดบริเวณรอบดวงตา

ความสะอาดคือหัวใจสำคัญของการป้องกันตาอักเสบในแมว โดยใช้สำลีหรือผ้านุ่มชุบน้ำเกลือเช็ดรอบดวงตา เช็ดเบา ๆ จากหัวตาไปหางตา และใช้ผ้าแยกแต่ละข้างเสมอ การเช็ดทำความสะอาดสม่ำเสมอช่วยลดการสะสมของเชื้อโรคและขี้ตา 


2. ลดฝุ่นและสิ่งระคายเคืองในบ้าน

สิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แมวเกิดตาอักเสบโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นบ้านที่เลี้ยงแมว ควรจะทำความสะอาดบ้านสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ งดใช้สเปรย์น้ำหอมใกล้แมว และคอยระวังอากาศแห้งจากแอร์ หากบ้านที่สะอาดจะช่วยลดโอกาสเกิดการระคายเคืองดวงตา 


3. เสริมภูมิคุ้มกันให้แมว

แมวที่ภูมิคุ้มกันดี จะป่วยยากและหายเร็วกว่า ซึ่งวิธีเสริมภูมิมีหลากหลาย เช่น ให้อาหารคุณภาพดี, ให้น้ำสะอาดเพียงพอ, ฉีดวัคซีนตามกำหนด และพาแมวตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะลูกแมวและแมวสูงอายุควรดูแลเป็นพิเศษ 


4. ป้องกันการบาดเจ็บที่ดวงตา

การบาดเจ็บเป็นสาเหตุที่ทำให้ตาอักเสบเฉียบพลัน โดยมีวิธีป้องกัน ดังนี้ ตัดเล็บแมวอย่างสม่ำเสมอ, หลีกเลี่ยงการเล่นที่รุนแรง และแยกแมวที่ชอบทะเลาะกัน หากปล่อยให้เกิดแผล จากแผลเล็ก ๆ ที่ตา อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ 


5. ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ

การตรวจสุขภาพช่วยให้พบปัญหาตั้งแต่ระยะแรก ควรจะตรวจอย่างน้อยปีละ 1 - 2 ครั้ง ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติเล็กน้อย 


สรุป


แมวตาอักเสบ เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในแมวทุกช่วงวัย ที่เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย การระคายเคืองจากฝุ่นและสิ่งแวดล้อม หรือการบาดเจ็บที่ดวงตา แม้อาการในช่วงแรกอาจดูเหมือนเล็กน้อย เช่น ตาแดง น้ำตาไหล หรือมีขี้ตา แต่หากปล่อยทิ้งไว้อาจลุกลามจนกระทบการมองเห็นได้ ซึ่งแมวตาอักเสบ ไม่ใช่โรคที่ควรมองข้าม เพราะอาจรุนแรงได้หากปล่อยไว้อาจรุนแรงกว่าที่คิด

 

สุดท้ายนี้ การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ การสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาด การทำวัคซีนให้ครบถ้วน และการดูแลสุขอนามัยรอบดวงตาอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้น้องแมวลดความเสี่ยงจากอาการตาอักเสบ






 
 
 

Comments


bottom of page