top of page
Search

แมวขี้ไม่ออก ปัญหาใกล้ตัวที่เจ้าของควรรู้และวิธีช่วยให้แมวกลับมาสบายท้องอีกครั้ง

เมื่อแมวมีอาการ “ขี้ไม่ออก” เจ้าของหลายคนอาจรู้สึกเป็นกังวลเพราะไม่แน่ใจว่าแมวกำลังไม่สบายหรือแค่ขับถ่ายไม่สม่ำเสมอ แม้ภาวะท้องผูกจะเป็นเรื่องพบได้บ่อย แต่ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะการขับถ่ายเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายแมวกำจัดของเสียและรักษาสมดุลภายใน หากติดขัดเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้แมวไม่สบายตัวได้อย่างเห็นได้ชัด


แมวส่วนใหญ่อาจไม่แสดงอาการให้เห็นชัดเจน บางตัวเพียงแค่ซึมลงหรือกินน้อยลงเท่านั้น แต่สิ่งเล็กๆ เหล่านี้อาจเป็นภาวะท้องผูกที่เริ่มทวีความรุนแรง ดังนั้นการสังเกต การเข้าใจสาเหตุ และการช่วยเหลือให้ถูกวิธีตั้งแต่แรกเริ่ม จึงเป็นวิธีที่ช่วยให้แมวกลับมาขับถ่ายได้เป็นปกติและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคต



อาการแมวท้องผูก ทำอย่างไรให้สังเกตได้ตั้งแต่เริ่มต้น


อาการของแมวท้องผูกมักเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม เช่น การเข้ากระบะนานขึ้น หรือเปลี่ยนท่าทางเวลานั่งถ่าย หากเจ้าของลองสังเกตพฤติกรรมประจำวันของน้อง จะช่วยให้เราเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นว่าแมวกำลังเจ็บป่วยหรือไม่ เพราะแมวเป็นสัตว์ที่เก็บอาการเก่งมาก


พฤติกรรมเข้ากระบะที่เปลี่ยนไปแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

เมื่อแมวเริ่มขับถ่ายยาก สิ่งที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือพฤติกรรมในกระบะทราย บางตัวเข้าไปบ่อยแต่ไม่ทำอะไร บางตัวอยู่ในนั้นนานมาก การสังเกตเป็นเรื่องสำคัญ เพราะแมวจะไม่ส่งเสียงเรียกเมื่อรู้สึกลำบาก เจ้าของจึงต้องมองหาความผิดปกติจากท่าทางของน้องแทน


สัญญาณแสดง เช่น:

  • เข้า–ออกกระบะบ่อยเหมือนหามุมที่สบายกว่าเดิม

  • ค้างอยู่ในกระบะนาน แต่ไม่ถ่าย

  • เบ่งเหมือนพยายามใช้แรงมากกว่าปกติ

  • ท่าทางดูเกร็ง หรือมีสีหน้าไม่สบายตัว


ลักษณะอุจจาระที่บอกได้ทันทีว่าลำไส้กำลังมีปัญหา

แมวที่ท้องผูกอาจยังถ่ายได้บ้าง แต่ลักษณะของอุจจาระจะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด อุจจาระที่แข็งมากหรือแห้งเป็นก้อนเล็กๆ มักบ่งบอกว่าแมวขาดน้ำ หรือระบบลำไส้กำลังเคลื่อนไหวได้ไม่ดี ลักษณะอุจจาระจึงเป็นเหมือน “ข้อความลับ” จากร่างกายของแมวที่บอกว่าเขาต้องการความช่วยเหลือแล้วนะ


สิ่งที่ควรสังเกต ได้แก่:

  • อุจจาระแห้ง แข็ง แตกเป็นชิ้นเล็กๆ

  • ถ่ายออกมาเพียงนิดเดียว แม้จะเบ่งนาน

  • ไม่ถ่ายเลยหลายวัน


อาการร่วมที่สะท้อนว่าท้องผูกเริ่มส่งผลต่อร่างกาย

เมื่ออุจจาระค้างอยู่ในลำไส้นาน แมวอาจเริ่มแสดงอาการทางร่างกายบางอย่าง แม้ดูเหมือนเป็นอาการทั่วๆ ไป เช่น ซึมลงหรือกินน้อยลง แต่ความจริงแล้วเป็นปฏิกิริยาที่บอกว่าน้องไม่สบายตัว และเริ่มได้รับผลกระทบจากการขับถ่ายที่ติดขัด


อาการที่พบได้ เช่น:

  • ไม่ค่อยกินอาหาร หรือกินน้อยลง

  • อาเจียนหลังอาหาร

  • เคลื่อนไหวน้อย นอนมากขึ้น

  • ท้องดูแข็งกว่าปกติเมื่อจับ

  • ทำเสียงร้องเบาๆ เวลาเบ่ง



สาเหตุของแมวขี้ไม่ออก ปัจจัยที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวันของน้องแมว


สาเหตุที่ทำให้แมวท้องผูกมีหลายอย่างกว่าที่คิด บางอย่างเกิดขึ้นแบบไม่ทันรู้ตัว เช่น ดื่มน้ำไม่พอ หรือเครียดจากการเปลี่ยนบ้านใหม่ การเข้าใจสาเหตุเหล่านี้จะช่วยให้เราปรับการดูแลแมวได้ดีขึ้น และช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาซ้ำได้มาก


การดื่มน้ำที่ไม่เพียงพอ

แมวส่วนใหญ่ดื่มน้ำน้อยอยู่แล้วตามธรรมชาติ เมื่อร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ ลำไส้จะดึงน้ำจากอุจจาระกลับเข้าไป ทำให้อุจจาระแข็งตัวมากขึ้น แม้จะเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ แต่ส่งผลต่อการขับถ่ายอย่างมาก ทำให้แมวเริ่มไม่สบายตัวและเกิดท้องผูกได้ง่ายขึ้น


อาหารที่ขาดไฟเบอร์ หรือการเปลี่ยนอาหารแบบรวดเร็ว

ระบบย่อยของแมวไวต่อความเปลี่ยนแปลง อาหารที่มีไฟเบอร์น้อยเกินไปทำให้กากอาหารไม่เพียงพอ ลำไส้จึงเคลื่อนไหวได้ไม่ดี ในทางกลับกัน หากเปลี่ยนสูตรอาหารแบบรวดเร็วเกินไป ก็ทำให้ลำไส้ปรับตัวไม่ทันและเกิดอาการขับถ่ายติดขัดได้เช่นกัน


ความเครียดและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน

แมวเป็นสัตว์ที่รักความสงบและคุ้นเคยกับกิจวัตรของตนเองมาก เมื่อมีสิ่งเปลี่ยนแปลง เช่น การย้ายบ้าน เสียงดัง คนแปลกหน้ามาในบ้าน หรือมีสัตว์เลี้ยงใหม่ ความเครียดจะส่งผลให้ลำไส้ทำงานช้าลง และนำไปสู่ปัญหาท้องผูกได้อย่างง่ายดาย


ขนสะสมในลำไส้จากการเลียขน

แมวชอบเลียตัวเพื่อทำความสะอาด ซึ่งทำให้กลืนเส้นขนเข้าสู่ระบบย่อยอาหาร หากสะสมมากอาจเกิดเป็นก้อนขนที่ขัดขวางการเคลื่อนไหวของอุจจาระ โดยเฉพาะแมวขนยาวหรือช่วงผลัดขนที่ปริมาณขนหลุดร่วงเพิ่มขึ้นหลายเท่า


ภาวะเจ็บป่วยหรือโรคเรื้อรัง

โรคไตเรื้อรังทำให้ร่างกายเสียสมดุลของน้ำได้ง่าย โรคต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายรวมถึงลำไส้ทำงานช้าลง ทั้งหมดนี้ล้วนสามารถทำให้แมวท้องผูกเป็นประจำได้


ความผิดปกติทางโครงสร้าง เช่น ลำไส้โป่งพอง(Megacolon)

เป็นภาวะที่ลำไส้ส่วนปลายสูญเสียการบีบตัวตามธรรมชาติ ทำให้อุจจาระคั่งสะสมและเกิดการขยายตัวของลำไส้ แมวในภาวะนี้ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและบางรายต้องใช้ยาหรือการรักษาเฉพาะทาง



วิธีดูแลเมื่อแมวขี้ไม่ออก จะช่วยอย่างไรให้น้องกลับมาสบายตัวขึ้น


หากแมวมีอาการท้องผูกไม่มากนัก เจ้าของสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ที่บ้านด้วยวิธีง่ายๆ ซึ่งปลอดภัยและอ่อนโยนต่อร่างกายของแมว โดยเน้นการเพิ่มน้ำ กระตุ้นการเคลื่อนไหว และปรับอาหารให้เหมาะสมมากขึ้น


เพิ่มโอกาสให้แมวดื่มน้ำมากขึ้นในแบบที่น้องชอบ

แมวจะดื่มน้ำมากขึ้นเมื่อรู้สึกว่าน้ำดึงดูดและเข้าถึงง่าย เจ้าของจึงควรจัดสภาพแวดล้อมให้แมวมีตัวเลือกน้ำมากขึ้น ทำให้แมวรู้สึกอยากดื่มได้เองโดยไม่ต้องบังคับ แม้ว่าจะเป็นการปรับเล็กๆ แต่ช่วยได้มากในระยะยาว


วิธีที่ช่วยให้น้องดื่มน้ำง่ายขึ้น เช่น

  • วางถ้วยน้ำหลายจุดในบ้าน

  • ใช้น้ำพุแมวเพื่อช่วยดึงดูดความสนใจ

  • เติมน้ำลงในอาหารเปียกเล็กน้อย

  • เลือกถ้วยน้ำแบบปากกว้าง ลดการเสียดสีกับหนวด


การเพิ่มน้ำเพียงเล็กน้อยในทุกมื้อสามารถช่วยให้อุจจาระนิ่มลงอย่างเห็นได้ชัด และได้ผลดีในเรื่องขับถ่ายของแมวหลายๆตัว


ปรับอาหารให้เหมาะกับระบบลำไส้ของแมวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

อาหารคือหัวใจสำคัญในการดูแลแมวที่ท้องผูก เพราะมีผลโดยตรงต่อการเคลื่อนไหวของลำไส้ การเพิ่มไฟเบอร์หรือเลือกอาหารสูตรที่ย่อยง่าย ช่วยให้อุจจาระมีความชุ่มชื้นมากขึ้น และเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้สะดวกกว่าเดิม


แนวทางการปรับอาหาร ได้แก่:

  • เลือกอาหารสูตรไฟเบอร์หรือสูตรย่อยง่ายเหมาะสมกับแมวแต่ละตัว

  • ใช้อาหารเปียกช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในร่างกาย

  • เสริมโพรไบโอติกส์เพื่อช่วยสมดุลลำไส้


ให้แมวได้ขยับตัวมากขึ้นเพื่อกระตุ้นระบบขับถ่าย

การเคลื่อนไหวของร่างกายช่วยให้ลำไส้ทำงานดีขึ้น แมวที่ขยับตัวน้อยหรือขาดการเล่นมักมีโอกาสท้องผูกมากกว่า เจ้าของจึงควรหากิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ให้แมวได้ขยับร่างกายในแต่ละวัน


กิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นลำไส้ เช่น

  • เล่นของเล่นวิ่งไล่

  • จัดพื้นที่ปีนป่ายหรือคอนโดแมว

  • เล่นกับแมววันละประมาณ 10–15 นาที


บรรเทาความเครียดและสร้างสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลาย

แมวที่เครียดมักมีระบบย่อยอาหารที่ทำงานช้าลง สามารถช่วยลดความเครียดในแมวได้โดย


  • จัดพื้นที่ส่วนตัว

  • หลีกเลี่ยงเสียงดัง

  • ใช้กลิ่นหรือผลิตภัณฑ์ช่วยผ่อนคลาย

  • รักษาตารางการกินและเล่นให้สม่ำเสมอ


การวินิจฉัยโดยสัตวแพทย์ เมื่อแมวท้องผูก


หากการดูแลที่บ้านไม่ทำให้อาการดีขึ้น หรือแมวมีอาการท้องผูกซ้ำๆ การตรวจโดยสัตวแพทย์จะช่วยให้รู้สาเหตุที่แท้จริง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับโรคภายในหรือภาวะที่ต้องรักษาอย่างเฉพาะเจาะจง การตรวจต่างๆ มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้วางแผนการรักษาได้อย่างปลอดภัย และเหมาะสม


การตรวจร่างกายโดยละเอียด

สัตวแพทย์จะคลำท้องเพื่อดูว่ามีอุจจาระสะสมมากน้อยแค่ไหน รวมถึงดูความตึงของหน้าท้อง ระดับความเจ็บปวด และประเมินสัญญาณของภาวะขาดน้ำ การตรวจเหล่านี้ช่วยให้รู้ว่าต้องรักษาด้วยวิธีใดต่อไป


การเอ็กซเรย์หรืออัลตราซาวด์ เพื่อดูความผิดปกติภายในช่องท้อง

ภาพรังสีช่วยให้เห็นตำแหน่งที่อุจจาระสะสมอยู่ รวมถึงตรวจหาความผิดปกติของผนังลำไส้หรือสิ่งที่อาจอุดตัน เช่น ก้อนขน การวินิจฉัยด้วยภาพจึงช่วยให้การรักษามีความแม่นยำขึ้นมาก


การตรวจเลือดเพื่อประเมินโรคที่อาจเกี่ยวข้อง

การตรวจเลือดเป็นอีกขั้นตอนที่มีความสำคัญ เพราะช่วยให้ทราบว่ามีภาวะไตเสื่อมหรือปัญหาอื่นๆ ในเลือดที่อาจส่งผลต่อการขับถ่ายหรือไม่ การรู้สาเหตุตั้งแต่แรกทำให้รักษาได้ตรงจุดและป้องกันไม่ให้ท้องผูกกลับมาอีก


วิธีรักษาแมวท้องผูก แนวทางที่ปลอดภัยและเหมาะกับอาการแต่ละตัว


เมื่อผลตรวจออกมาแล้ว สัตวแพทย์จะเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมกับสาเหตุและอาการของแมวแต่ละตัว ขึ้นกับระดับความรุนแรงของโรค


การปรับพฤติกรรมและเสริมโภชนาการ

เป็นวิธีแรกที่ใช้บ่อยในการดูแลแมวท้องผูกที่อาการยังไม่รุนแรง ช่วยให้ระบบลำไส้ค่อยๆ ปรับตัวกลับสู่ความสมดุล ช่วยให้ลำไส้เริ่มทำงานดีขึ้นในเวลาไม่นาน


การใช้ยาที่ช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น

ยาระบายเฉพาะสำหรับแมวสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้อุจจาระ หรือเร่งการบีบตัวของลำไส้ ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวอย่างเป็นจังหวะ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะยาแต่ละชนิดมีผลต่างกันและต้องคำนวณปริมาณตามน้ำหนักของแมว การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของสัตวแพทย์เท่านั้น เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น


การสวนอุจจาระหรือขจัดก้อนอุดตัน

ถ้าแมวมีอุจจาระแข็งค้างอยู่จำนวนมาก การขจัดก้อนอุจจาระเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งต้องทำโดยสัตวแพทย์เท่านั้น เพื่อป้องกันการบาดเจ็บหรือการระคายเคืองของผนังลำไส้


การรักษาโรคต้นเหตุเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ

ในกรณีที่ท้องผูกเกิดจากโรคประจำตัว เช่น ไตหรือฮอร์โมนผิดปกติ การรักษาโรคเหล่านี้จะช่วยให้ปัญหาท้องผูกดีขึ้นอย่างยั่งยืน ซึ่งอาจต้องใช้ยาระยะยาวหรือปรับพฤติกรรมการกินร่วมด้วย ควรพบสัตวแพทย์เพื่อรักษาอย่างต่อเนื่อง



เคล็ดลับป้องกันไม่ให้แมวท้องผูกซ้ำ ดูแลง่ายๆ แต่ได้ผลดีในระยะยาว


แมวที่เคยท้องผูกมักมีโอกาสเกิดซ้ำได้ง่าย ดังนั้นการดูแลแบบต่อเนื่องจึงสำคัญมาก การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการขับถ่ายและกิจวัตรที่สม่ำเสมอ จะช่วยให้ระบบลำไส้ของแมวทำงานดีขึ้นอย่างมั่นคง


รักษาความสะอาดของกระบะทรายให้แมวรู้สึกสบายใจ

แมวเป็นสัตว์รักความสะอาด กระบะทรายที่สะอาดจะช่วยให้น้องเข้ากระบะอย่างมั่นใจและไม่กลั้นอุจจาระ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดท้องผูก การทำความสะอาดทุกวันจึงเป็นเรื่องสำคัญ


ใช้อาหารเสริมที่ช่วยเรื่องลำไส้ เมื่อเหมาะสม

อาหารเสริม เช่น โพรไบโอติกส์หรือไฟเบอร์ชนิดพิเศษ สามารถช่วยให้ลำไส้แมวแข็งแรงขึ้น แต่ควรเลือกใช้ภายใต้คำแนะนำของสัตวแพทย์ เพื่อให้เหมาะกับสุขภาพของแมวแต่ละตัวจริงๆ


วิธีเลือกอาหารให้เหมาะกับแมวท้องผูกช่วยให้น้องขับถ่ายดีขึ้น

อาหารมีผลมากต่อระบบลำไส้ของแมว การเลือกสูตรอาหารที่ดีจึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้แมวกลับมาขับถ่ายปกติได้ง่ายขึ้น และยังช่วยป้องกันการเกิดซ้ำในระยะยาวด้วย


อาหารเปียกที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น

อาหารเปียกเป็นตัวเลือกที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับแมวที่ดื่มน้ำไม่เก่ง เพราะมีปริมาณน้ำสูงกว่ามาก ทำให้อุจจาระไม่แข็ง และช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้นโดยธรรมชาติ เหมาะกับแมวทุกช่วงวัย โดยเฉพาะแมวสูงวัยที่มักมีน้ำในร่างกายน้อยกว่าปกติ


อาหารสูตรไฟเบอร์ที่ออกแบบเพื่อสุขภาพลำไส้

ไฟเบอร์ช่วยให้อุจจาระนุ่มและมีรูปทรงที่ขับถ่ายได้ง่าย การเลือกสูตรไฟเบอร์ที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ แมวแต่ละตัวตอบสนองต่อไฟเบอร์ต่างกัน จึงจำเป้นต้องปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อรับคำแนะนำ


อาหารที่ช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียดีในลำไส้

สูตรอาหารที่มีโพรไบโอติกส์หรือพรีไบโอติกส์สามารถเพิ่มจุลินทรีย์ดีในลำไส้ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น และลดโอกาสการเกิดท้องผูกซ้ำเหมาะสำหรับแมวที่มีปัญหาลำไส้อย่างต่อเนื่อง


เมื่อไหร่ควรพาแมวไปพบสัตวแพทย์ทันที

แม้บางครั้งแมวท้องผูกอาจดีขึ้นเองจากการดูแลเบื้องต้น แต่บางกรณีก็เป็นสัญญาณว่าควรพบสัตวแพทย์โดยเร็วเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะลำไส้อุดตัน หรือการติดเชื้อในช่องท้อง


สัญญาณที่ควรรีบตรวจ ได้แก่:

  • ไม่ถ่ายมากกว่า 48–72 ชั่วโมง

  • อาเจียนบ่อย หรือไม่กินอาหาร

  • ซึมลงอย่างชัดเจน

  • อุจจาระมีเลือดปน

  • หน้าท้องแข็ง กดแล้วเจ็บ


การพบสัตวแพทย์เร็วช่วยให้รักษาได้ง่ายกว่า และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดกับระบบทางเดินอาหารของแมวได้อย่างตรงจุด



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการท้องผูกในแมว


แมวท้องผูกเป็นเรื่องน่ากังวลหรือไม่?

แม้บางครั้งเป็นเพียงอาการชั่วคราว แต่ก็ไม่ควรละเลย เพราะอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคภายในที่ต้องได้รับการดูแล


แมวไม่ถ่ายได้กี่วัน?

ไม่ควรเกิน 48 ชั่วโมง หากนานกว่านั้นควรให้สัตวแพทย์ตรวจทันที


ลูกแมวท้องผูกได้หรือไม่?

ได้ เนื่องจากระบบย่อยอาหารยังไม่สมบูรณ์


มียาระบายจากธรรมชาติที่ปลอดภัยไหม?

อาจใช้ได้บางประเภท เช่น ไฟเบอร์หรือโพรไบโอติกส์ แต่ไม่ควรใช้ยาสำหรับมนุษย์ เพราะอาจเกิดอันตรายได้


จะช่วยกระตุ้นให้แมวถ่ายได้อย่างไร?

เริ่มจากเพิ่มน้ำ ปรับอาหาร กระตุ้นการเคลื่อนไหว และลดความเครียด หากยังไม่ถ่ายควรไปพบสัตวแพทย์


สรุป


อาการที่ “แมวขี้ไม่ออก” อาจดูเหมือนเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับแมวแล้วการขับถ่ายที่ติดขัดเพียงไม่กี่วันสามารถทำให้รู้สึกไม่สบายตัว เหนื่อยง่าย กินน้อยลง และค่อยๆ ส่งผลกับคุณภาพชีวิตโดยรวมได้ การสังเกตว่าแมวเข้ากระบะบ่อยขึ้น เบ่งนาน หรือลักษณะอุจจาระแข็งมาก เป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้เจ้าของเข้าใจว่าแมวกำลังต้องการความช่วยเหลือมากกว่าที่เห็น


วิธีดูแลเบื้องต้น เช่น เพิ่มน้ำในชีวิตประจำวัน ปรับอาหารให้ย่อยง่ายขึ้น เสริมไฟเบอร์ หรือชวนแมวเล่นเพื่อกระตุ้นลำไส้ ล้วนเป็นวิธีที่อ่อนโยนและช่วยให้แมวหลายตัวดีขึ้นได้ แต่ในบางครั้ง แมวอาจมีปัญหาแทรกซ้อนที่เรามองไม่เห็น เช่น ภาวะขาดน้ำ โรคไต หรือความผิดปกติของลำไส้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่หากอาการไม่ดีขึ้นใน 1–2 วัน หรือแมวมีอาการซึม อาเจียน ไม่ทานอาหาร หรือไม่ถ่ายเกิน 48–72 ชั่วโมง ควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียด


การดูแลเรื่องการขับถ่ายของแมวเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ช่วยให้แมวสุขภาพดีขึ้นได้อย่างมาก เพราะเมื่อระบบลำไส้ทำงานสมดุล แมวมักมีพลัง สดใส และมีความสุขในทุกวัน เจ้าของที่ใส่ใจในสัญญาณเล็กๆ เหล่านี้จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้แมวมีชีวิตที่ดีขึ้น


สุดท้ายนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมหรือสุขภาพลำไส้ของแมว ไม่ว่าปัญหาจะเล็กหรือใหญ่ ก็สามารถขอคำแนะนำจากทีมสัตวแพทย์ได้เสมอ การปรึกษาสัตวแพทย์จะช่วยให้เจ้าของมั่นใจว่าแมวจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ถูกต้อง และกลับมาสบายท้อง สบายใจ ได้ไวที่สุด


ผู้เขียน: นสพ. ธนรัฐ บุญประกอบ

 
 
 

Comments


bottom of page