top of page
Search

แมวเป็นหวัด สาเหตุการเป็นหวัด และวิธีดูแลเบื้องต้น

  • 5 days ago
  • 2 min read

แมวเป็นหวัด เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในแมวทุกช่วงวัย โดยเฉพาะแมวเด็ก แมวที่ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือแมวที่เลี้ยงรวมกันหลายตัว หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงอาการเล็กน้อย คล้ายกับหวัดของคนที่สามารถหายเองได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการหวัดในแมวอาจมีความซับซ้อนและอันตรายมากกว่าที่คิด ถ้าหากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง อาจลุกลามกลายเป็นโรครุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หรือการติดเชื้อแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ 

 

สาเหตุของแมวเป็นหวัดมักเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีความเครียด อากาศเปลี่ยนแปลง หรือสุขอนามัยไม่ดี นอกจากนี้ยังสามารถแพร่กระจายจากแมวตัวหนึ่งไปยังอีกตัวหนึ่งได้ง่าย ทำให้ผู้เลี้ยงแมวต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบ้านที่เลี้ยงแมวหลายตัว ซึ่งบทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานว่า แมวเป็นหวัดคืออะไร เจาะลึกสาเหตุ ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้แมวป่วยง่ายขึ้น รวมถึงวิธีดูแลเบื้องต้น เพื่อให้คุณสามารถดูแลได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว  



หวัดแมวคืออะไร?

แมวเป็นหวัด (Cat Flu) คือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนของแมว โดยมักจะเกิดจากเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย เช่น ไวรัสเฮอร์ปีส์แมว (Feline Herpesvirus) ไวรัสคาลิซิ (Calicivirus) ซึ่งโรคนี้สามารถติดต่อได้ง่าย โดยเฉพาะในแมวที่อยู่รวมกันหลายตัว อาการของแมวเป็นหวัด ได้แก่ จามบ่อย, น้ำมูกไหล (ใสหรือข้น), ตาแฉะ มีขี้ตา, ซึม, เบื่ออาหาร, มีไข้ และหายใจเสียงดัง ซึ่งอาการมักแย่ลงเรื่อย ๆ หากไม่ได้รับการรักษา 

แมวเป็นหวัดเกิดจากสาเหตุใด

ถ้าพูดถึง หวัดแมว (Cat Flu) จริง ๆ แล้วมันไม่ได้เกิดจากอากาศเปลี่ยน หรือตากฝนเหมือนในคน แต่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ระหว่างแมวด้วยกันเอง ซึ่งจะติดต่อกันง่ายและรวดเร็วมาก ยิ่งถ้าเป็นน้องแมวที่ภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง เช่น ลูกแมว หรือแมวที่ไม่ได้ทำวัคซีน บอกเลยว่าโอกาสติดเชื้อพุ่งสูงมาก โดยสาเหตุหลัก ๆ ดังนี้ 

1. เชื้อไวรัส

เชื้อไวรัส นับว่าเป็นตัวการหลักกว่า 80-90% ยังเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด และมักจะฝังตัวอยู่ในร่างกายแมวไปตลอดชีวิต เมื่อไหร่ที่น้องแมวเครียดหรือภูมิตก อาการหวัดก็จะกลับมาทันที

เชื้อโรคที่เกี่ยวข้อง

  • Feline Herpesvirus 1 (FHV-1): ทำให้เกิดอาการทางเดินหายใจรุนแรง ตาอักเสบ เจ็บตา ตาปิด มีขี้ตาเกรอะกรัง และอาจทำให้กระจกตาเป็นแผลได้

  • Feline Calicivirus (FCV): ไวรัสตัวนี้ทำให้เกิด แผลในปากและลิ้น น้องแมวจะเจ็บปากมาก น้ำลายไหลยืด ตัวร้อน และเบื่ออาหารเพราะเคี้ยวข้าวไม่ได้ 

เชื้อเหล่านี้สามารถแพร่กระจายผ่าน น้ำมูก น้ำลาย การจาม และการใช้ชามอาหารหรือกระบะทรายร่วมกัน โดยมีจุดสำคัญคือแมวที่เคยติดเชื้อแล้ว อาจมีเชื้อแฝงอยู่ และกลับมาแสดงอาการได้อีกเมื่อร่างกายอ่อนแอ 


2. เชื้อแบคทีเรีย

ส่วนใหญ่แบคทีเรียจะเข้ามาโจมตีหลังจากที่น้องแมวติดเชื้อไวรัสจนภูมิตก ทำให้มีอาการน้ำมูกใส ๆ กลายเป็นน้ำมูกข้นเขียว

แบคทีเรียที่เกี่ยวข้อง

  • Chlamydia felis : ตัวนี้เน้นโจมตีที่ตา ทำให้ตาอักเสบอย่างรุนแรง เยื่อบุตาบวมเป่ง แดงก่ำ และมีขี้ตาแฉะตลอดเวลา

  • Bordetella bronchiseptica: ตัวนี้จะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้แมวมีอาการไอแห้ง ๆ  ร่วมกับอาการจามและมีน้ำมูก 

3. ภูมิคุ้มกันต่ำ

แมวที่ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง จะติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติ เช่น ลูกแมว แมวสูงอายุ และแมวที่ป่วยหรือมีโรคประจำตัว ถ้าเมื่อไหร่ที่แมวภูมิตก เชื้อไวรัสที่แฝงอยู่สามารถกำเริบได้ทันที 

4. สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมก็มีผลทำให้แมวเป็นหวัดได้ เช่น อากาศเย็น หรือเปลี่ยนแปลงบ่อย, ความชื้นสูง, อากาศไม่ถ่ายเท และฝุ่นสะสม จึงทำให้ระบบทางเดินหายใจของแมวอ่อนแอ และติดเชื้อได้ง่าย

5. ไม่ได้รับวัคซีน

วัคซีนช่วยป้องกันโรคหวัดแมวได้ แต่ถ้าแมวไม่ได้รับวัคซีน มีความเสี่ยงติดเชื้อจะสูงขึ้น และอาการอาจจะรุนแรงกว่าปกติ 


น้องแมวไปติดมาได้ยังไง?

หลายคนสงสัยว่าเลี้ยงแมวในบ้านตลอด ไม่ได้ออกไปไหน แล้วทำไมยังเป็นหวัดได้ แต่ในความจริงคือ เชื้อหวัดแมวติดต่อได้ง่ายมาก และสามารถเข้ามาได้หลายทางกว่าที่คิด โดยเฉพาะเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ มาดูกันสิว่าช่องทางหลัก ๆ ที่น้องแมวอาจติดเชื้อจนทำให้แมวเป็นหวัดมีอะไรบ้าง

  • การสัมผัสโดยตรง: แมวเลียแต่งขนให้กัน, อยู่กรงเดียวกัน, หรือกัดกัน

  • สารคัดหลั่ง: ผ่านการจาม น้ำมูก น้ำตา และน้ำลาย (ละอองจากการจามลอยไปได้ไกลกว่าที่คิดครับ)

  • สิ่งแวดล้อมและของใช้: ชามอาหาร ชามน้ำ ที่นอน ทรายแมว หรือแม้กระทั่ง "มือและเสื้อผ้าของทาส" ที่ไปเล่นกับแมวป่วยนอกบ้าน แล้วกลับมาจับแมวตัวเองโดยไม่ได้ล้างมือ

  • เจ้าของพาเชื้อเข้าบ้านโดยไม่รู้ตัว: ถึงแม้ว่าแมวจะไม่ออกไปไหน แต่เชื้อสามารถติดมากับคนได้ เช่น เสื้อผ้า, รองเท้า และมือที่ไปจับแมวตัวอื่นมา



ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้แมวป่วยง่ายขึ้น

นอกจากเชื้อโรคที่เป็นตัวการโดยตรงแล้ว ปัจจัยกระตุ้นก็สำคัญไม่แพ้กันที่ทำให้แมวเป็นหวัด เพราะปัจจัยเหล่านี้จะเข้าไปลดประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายแมว จึงทำให้ร่างกายอ่อนแอลง จนเชื้อโรคเข้าโจมตีได้ง่าย หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นช่วงภูมิตกนั่นเอง มาดูกันสิว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทาสแมวต้องคอยระวัง 

ความเครียด

ความเครียด ถือเป็นปัจจัยกระตุ้นตัวร้ายอันดับหนึ่งที่ทาสมักมองข้าม! ความเครียดในแมวจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันโดยตรง และสิ่งที่ทำให้น้องแมวเครียด ได้แก่ การย้ายบ้านใหม่, เปลี่ยนตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์, พาไปหาสัตวแพทย์ พาอาบน้ำตัดขน เสียงดังจากการก่อสร้าง, เสียงฟ้าร้อง, หรือเสียงพลุ รวมถึงการรับสัตว์เลี้ยงหรือแมวตัวใหม่เข้ามาในบ้าน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถือเป็นปัจจัยกระตุ้นที่จะทำให้แมวเกิดความเครียด

สภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดู

อีกปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้แมวเป็นหวัดจนป่วยได้ง่าย ส่วนหนึ่งมาจากสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูของคุณ ถ้าบ้านไหนมีการเลี้ยงแมวหลายตัวในพื้นที่จำกัด ก็จะเพิ่มทั้งความเครียดจากการแย่งอาณาเขต และเพิ่มโอกาสสัมผัสเชื้อโรคแบบทวีคูณ หรือการระบายอากาศไม่ดี อย่างมีฝุ่นละอองหนาแน่น หรือมีกลิ่นสารเคมี ซึ่งจะเข้าไประคายเคืองระบบทางเดินหายใจของแมวโดยตรง รวมถึงความสะอาดของสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ จะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคชั้นดี

การละเลยเรื่องวัคซีน

แมวที่ไม่เคยทำ วัคซีนรวมในแมว (Feline Core Vaccines) หรือทำไม่ครบตามกำหนด จะไม่มีกองกำลังภูมิคุ้มกันไปต่อสู้กับไวรัสหลัก ๆ อย่าง Herpesvirus หรือ Calicivirus เมื่อไปสัมผัสเชื้อแม้เพียงนิดเดียว ก็สามารถป่วยหนักได้ทันที

การมีโรคประจำตัวหรือโรคแทรกซ้อน

หากน้องแมวเป็นโรคที่กดภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว เช่น โรคเอดส์แมว (FIV) หรือ โรคลิวคีเมียแมว (FeLV) ร่างกายของน้องจะมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าแมวปกติมาก จึงทำให้ไวรัสหวัดแมวธรรมดา ๆ สามารถทำให้น้องป่วยรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้หากดูแลไม่ดี

ช่วงอายุและสภาพร่างกาย

ช่วงอายุและสภาพร่างกาย ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญเช่นกัน ถ้าเป็นลูกแมวที่เพิ่งหย่านมใหม่ ๆ เป็นช่วงที่ภูมิคุ้มกันจากนมแม่เริ่มหมดไป แต่อวัยวะและภูมิคุ้มกันของตัวเองยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ จึงเป็นวัยที่เป็นหวัดแมวและท้องเสียได้ง่ายที่สุด แต่ถ้าแมวสูงวัย 7 ปีขึ้นไป อวัยวะต่าง ๆ เริ่มเสื่อมสภาพตามกาลเวลา รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานช้าลง ตลอดจนถึงการให้สารอาหารไม่ครบถ้วน ขาดวิตามิน หรือทานอาหารสำเร็จรูปที่ไม่มีคุณภาพ ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อการสร้างภูมิคุ้มกันนั่นเอง



วิธีดูแลแมวเป็นหวัดเบื้องต้น

การดูแลอย่างถูกวิธีตั้งแต่ระยะแรก เพราะจะช่วยให้อาการไม่ลุกลาม และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยที่ไม่ต้องรอให้อาการหนักก่อน ต่อไปนี้คือวิธีดูแลเบื้องต้นที่คุณสามารถทำได้ง่าย ๆ 

เช็ดทำความสะอาดตาและจมูก

แมวเป็นหวัดมักจะมีน้ำมูกและน้ำตาไหลออกมาตลอดจนแห้งกรัง ซึ่งจะทำให้น้องหายใจไม่ออกและเคืองตา การดูแลให้ใช้สำลีชุบน้ำอุ่น เช็ดเบา ๆ เช็ดวันละ 1–2 ครั้ง จะช่วยให้แมวหายใจสะดวก และลดการสะสมของเชื้อโรค 

กระตุ้นให้แมวกินอาหาร

แมวเป็นหวัดหรือแมวป่วย มักจะไม่ค่อยกินอาหาร เพราะจมูกไม่ได้กลิ่น จึงทำให้ไม่อยากกินข้าวและอ่อนเพลียได้ง่าย ดังนั้น ควรกระตุ้นด้วยการเลือกอาหารที่มีกลิ่นแรง เปลี่ยนจากอาหารเม็ดมาเป็นอาหารเปียก, มีขนมแมวเลีย หรือซุปแมวที่มีกลิ่นหอม หรือ อุ่นอาหารเล็กน้อยให้มีกลิ่นหอม ก็จะช่วยกระตุ้นให้น้องยอมกินข้าว เพราะการกินอาหารสำคัญมาก เพราะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว 

ให้ดื่มน้ำเพียงพอ

น้ำดื่ม จะช่วยลดความข้นของน้ำมูก และป้องกันภาวะขาดน้ำ วิธีดูแลง่าย ๆ ให้คุณเปลี่ยนน้ำสะอาดทุกวัน หรือว่าอาจจะใช้น้ำพุแมวเพื่อกระตุ้นการดื่ม 

จัดที่นอนให้อบอุ่นและเงียบสงบ

หาผ้าห่มนุ่ม ๆ หรือเสื้อผ้าเก่าที่มีกลิ่นของเรา ไปวางไว้ในที่นอนของแมว หรือตั้งที่นอนให้อยู่ในมุมที่สงบ ไม่มีเสียงรบกวนเพื่อให้ร่างกายของแมวได้พักผ่อนและซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่ 

แยกน้องแมวทันที

ถ้าที่บ้านเลี้ยงแมวมากกว่า 1 ตัว สิ่งแรกที่ต้องทำหลังจากที่แมวเป็นหวัดคือ การจับแยกห้อง ทันที เพราะหวัดแมวติดต่อกันง่ายมากผ่านการจามและสิ่งคัดหลั่ง แยกชามอาหาร ชามน้ำ และกระบะทรายไม่ให้ใช้ร่วมกัน หลังจากที่ไปจับหรือดูแลแมวป่วย ต้องล้างมือและเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนไปเล่นกับแมวตัวอื่นในบ้าน เพื่อป้องกันเราเป็นพาหะนำโรคไปติดแมวตัวอื่น 


เมื่อไหร่ควรพาไปพบสัตวแพทย์

แมวเป็นสัตว์ที่ซ่อนอาการเก่งมาก บางครั้งดูเหมือนอาการไม่รุนแรง แต่ภายในอาจแย่ลงแล้ว ดังนั้นเจ้าของควรรู้ว่า เมื่อไหร่ควรรีบพาไปหาสัตวแพทย์ เพื่อป้องกันอาการลุกลาม หากน้องแมวมีอาการเข้าข่าย สัญญาณเตือนอันตราย ดังต่อไปนี้ ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที!

 

ควรพาไปพบสัตวแพทย์ทันทีเมื่อ

  • ไม่กินอาหารเกิน 24 ชั่วโมง

  • ซึมผิดปกติ ไม่ร่าเริง

  • หายใจลำบาก

  • น้ำมูกหรือขี้ตามาก

  • มีไข้

  • อาการไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 วัน

  • ลูกแมว หรือแมวสูงอายุ

  • มีโรคประจำตัว

  • มีแผลในช่องปากและน้ำลายไหลยืด

 

สรุป

แมวเป็นหวัด คือโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่พบได้บ่อย เกิดจากไวรัสเป็นหลัก และสามารถติดต่อกันได้ง่าย โดยอาการที่พบคือจาม น้ำมูกไหล ตาแฉะ ซึม และเบื่ออาหาร ซึ่งอาจจะคล้ายกับภูมิแพ้ แต่หวัดจะมีความรุนแรงมากกว่าและมีโอกาสลุกลามได้

การดูแลเบื้องต้นควรเน้นความสะอาด ให้อาหารและน้ำเพียงพอ ดูแลให้อบอุ่น และพักผ่อน หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการรุนแรง เช่น ไม่กินอาหาร ซึม หรือหายใจลำบาก ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที สิ่งสำคัญที่สุดคือ “การป้องกัน” เช่น ฉีดวัคซีน ลดความเครียด และดูแลสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม เพื่อให้น้องแมวแข็งแรงและห่างไกลโรค

 


 
 
 

Comments


bottom of page