top of page
Search

แมวฉี่เป็นเลือด สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม


อยู่ดี ๆ ไปตักทรายในกระบะ แล้วเห็นคราบฉี่สีชมพูหรือแดง ๆ เชื่อว่าหลายคนน่าจะสะดุ้งและเริ่มกังวลทันทีว่า “แมวฉี่เป็นเลือดแบบนี้อันตรายไหม ต้องทำยังไงต่อดี?”


จริง ๆ แล้ว ปัสสาวะแมวปกติควรมีสีเหลืองใสหรือเหลืองอ่อน ไม่ควรมีสีคล้ายเลือดเลย ดังนั้นถ้าเริ่มเห็นสีผิดปกติ หรือสงสัยว่ามีเลือดปนในฉี่ นั่นคือสัญญาณว่าระบบทางเดินปัสสาวะหรือไตของน้องแมวอาจกำลังมีปัญหาอยู่


อาการ “แมวฉี่เป็นเลือด” อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ บางอย่างไม่รุนแรงมาก รักษาทันก็กลับมาเป็นปกติได้ แต่บางสาเหตุถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบพาไปหาสัตวแพทย์ เพราะถ้าปล่อยไว้นาน น้องแมวอาจปวดทรมาน เสี่ยงไตวาย หรืออันตรายถึงชีวิตได้



แมวฉี่เป็นเลือดคืออะไร อันตรายมากไหม?


คำว่า “แมวฉี่เป็นเลือด” หมายถึง การที่มีเม็ดเลือดแดงปนออกมากับน้ำปัสสาวะของน้องแมว ทำให้สีฉี่ไม่เหมือนเดิม เช่น สีชมพูอ่อน ๆ, สีแดงเข้ม หรือน้ำตาลคล้ายสนิม ซึ่งบางเคสอาจดูด้วยตาเปล่าไม่ออก แต่เมื่อตรวจปัสสาวะในห้องแล็บจะพบเลือดปนอยู่


เลือดที่ปนมากับฉี่ แปลว่ามีบางอย่างผิดปกติในระบบทางเดินปัสสาวะ ตั้งแต่ ไต, ท่อไต, กระเพาะปัสสาวะ หรือท่อปัสสาวะ โดยความอันตรายขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น

  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบจากความเครียด รักษาได้โดยการใช้ยา ปรับสภาพแวดล้อมและอาหาร

  • แต่ถ้าเป็น “ท่อปัสสาวะอุดตัน” นี่คือภาวะฉุกเฉิน ต้องรีบพาไปหาสัตวแพทย์ทันที เพราะน้องจะปวดมาก ขับฉี่ไม่ได้ ของเสียคั่ง จนส่งผลต่อไตและหัวใจ

  • ถ้าเห็นแมวฉี่เป็นเลือด อย่ารอดูอาการเองหลายวัน และไม่ควรซื้อยามาให้เองโดยไม่ปรึกษาสัตวแพทย์ เพราะแต่ละสาเหตุต้องใช้วิธีรักษาไม่เหมือนกัน


สัญญาณที่มักเจอร่วมกับอาการแมวฉี่เป็นเลือด

นอกจากสีของฉี่ที่ผิดปกติแล้ว ยังมีอาการอื่นที่คนเลี้ยงสามารถช่วยสังเกตได้ และถ้าเริ่มเห็นหลายข้อรวมกัน แนะนำให้พาไปพบสัตวแพทย์ทันที ไม่ควรรอให้หายเอง เช่น

  1. ไปยืนที่กระบะทรายบ่อย แต่ฉี่ออกนิดเดียว

  2. มีท่าทางเจ็บตอนฉี่

  3. ฉี่ไม่ออก หรือออกเป็นหยด ๆ

  4. พฤติกรรมเปลี่ยนไป



สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้แมวฉี่เป็นเลือด


สาเหตุของอาการแมวฉี่เป็นเลือดมีหลายอย่าง เนื้อหาตรงนี้จะช่วยให้เข้าใจแบบภาพรวม เพื่อเตรียมใจและวางแผนพาไปตรวจได้ถูก


1. กระเพาะปัสสาวะอักเสบจากความเครียด (FIC)

เรียกว่าเป็นโรคยอดฮิตของแมวยุคนี้เลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะน้องที่เลี้ยงในบ้าน อยู่แต่ในห้อง อ่อนไหวกับสิ่งแวดล้อม หรือเปลี่ยนแปลงง่าย ๆ ก็เครียดแล้ว


FIC คืออะไร?FIC (Feline Idiopathic Cystitis) คือภาวะที่เยื่อบุผนังกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โดยมักไม่พบการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่เกี่ยวข้องกับความเครียด ระบบประสาท และฮอร์โมนในร่างกาย


สัญญาณของ FIC

  • ฉี่บ่อย แต่ครั้งละนิดเดียว

  • ฉี่มีสีชมพูหรือคล้ายมีเลือด

  • บางตัวเลียบริเวณอวัยวะปัสสาวะบ่อย

  • มักกำเริบตอนมีเรื่องเครียด เช่น บ้านเสียงดัง มีแขกบ่อย มีสัตว์ตัวใหม่เข้าบ้าน หรือปรับเปลี่ยนที่อยู่


แนวทางดูแล 

การรักษา FIC ไม่ได้มีแค่การให้ยา แต่ต้องช่วยน้อง “ลดความเครียด” ร่วมด้วย เช่น

  • จัดมุมสงบให้พัก

  • เพิ่มของเล่น/คอนโดแมว

  • ให้ได้ปีนป่ายและปลดปล่อยพลังงาน

  • จัดตารางให้อาหารและเล่นให้สม่ำเสมอ

อาหารสูตรเฉพาะสำหรับระบบทางเดินปัสสาวะก็ช่วยลดการกำเริบได้ดีเช่นกัน


2. นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

อีกหนึ่งสาเหตุหลักของแมวฉี่เป็นเลือด คือ “นิ่ว” หรือเม็ดผลึกที่ไปสะสมในกระเพาะปัสสาวะหรือท่อปัสสาวะ


นิ่วเกิดจากอะไร?นิ่วเกิดจากแร่ธาตุในปัสสาวะที่เข้มข้นเกินไป แล้วค่อย ๆ ตกผลึกเป็นเม็ดเล็ก ๆ คล้ายทราย ก่อนจะรวมตัวกันเป็นก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ


ถ้ามีนิ่วจะเป็นยังไงบ้าง?

  • ก้อนนิ่วขูดผนังกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เป็นแผล เลือดเลยปนออกมากับฉี่

  • ถ้านิ่วหลุดลงไปอุดที่ท่อปัสสาวะ จะทำให้น้องฉี่ไม่ออก เป็นภาวะฉุกเฉิน ต้องรีบสวนปัสสาวะหรือผ่าตัด


นิ่วมีหลายชนิด เช่น สตรูไวท์ หรือแคลเซียมออกซาเลต แต่ละชนิดใช้วิธีจัดการไม่เหมือนกัน บางแบบละลายได้ด้วยอาหารสูตรเฉพาะ บางแบบต้องผ่าตัดเอาออกเท่านั้น


สัญญาณที่ชวนให้คิดว่าน้องอาจมีนิ่ว

  • ฉี่เป็นเลือด

  • ฉี่ขุ่น หรือเหมือนมีเม็ดทรายปน

  • ฉี่บ่อย แต่นิดเดียว

  • เคยมีประวัติเป็นนิ่วมาก่อน

การตรวจเอกซเรย์และอัลตราซาวด์จะช่วยยืนยันว่ามีนิ่วอยู่หรือไม่ ก้อนใหญ่แค่ไหน และควรจัดการยังไงต่อ


3. การติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ

ในบางเคส แมวฉี่เป็นเลือดเกิดจาก “การติดเชื้อแบคทีเรีย” ในกระเพาะปัสสาวะหรือท่อปัสสาวะ เชื้อมักทำให้เกิดการอักเสบ บวม แดง จนมีเลือดออกได้


กลุ่มที่มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น

  • แมวสูงอายุ

  • แมวที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือโรคไต

  • ระบบภูมิคุ้มกันไม่ค่อยแข็งแรง


อาการที่มักเจอเมื่อมีการติดเชื้อ

  • ฉี่เป็นเลือด

  • เบ่งฉี่นานผิดปกติ

  • น้องอาจมีไข้ ตัวอุ่นกว่าปกติ

  • ดูซึมลง ไม่ค่อยอยากเล่น

  • เบื่ออาหาร

กรณีนี้มักต้องตรวจปัสสาวะแบบละเอียด และบางครั้งต้องเพาะเชื้อ เพื่อเลือกยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม การซื้อยาฆ่าเชื้อมาลองเองโดยไม่ตรวจ อาจทำให้เชื้อดื้อยา และกลับมารักษายากในระยะยาว


4. ก้อนเนื้อหรือมะเร็งในระบบปัสสาวะ

แม้จะไม่ใช่สาเหตุที่พบบ่อยเท่าข้างต้น แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องไม่มองข้าม โดยเฉพาะในแมวที่มีอาการฉี่เป็นเลือดเรื้อรัง รักษาแล้วไม่ดีขึ้นสักที


ลักษณะที่ชวนสงสัย

  • ฉี่เป็นเลือดนานต่อเนื่อง

  • รักษาด้วยยา/อาหารแล้ว ดีขึ้นชั่วคราว แต่กลับมาเป็นอีก

  • ตรวจอัลตราซาวด์แล้วเห็นก้อนหรือมวลเนื้อผิดปกติในกระเพาะปัสสาวะ

ในกรณีนี้ สัตวแพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม เช่น เก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อ เพื่อดูว่าเป็นก้อนเนื้อธรรมดาหรือเนื้อร้าย และวางแผนการรักษาต่อไป


5. การบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ

ถ้าน้องแมวเคยตกจากที่สูง ถูกของหล่นใส่หลังหรือท้องน้อย หรือสงสัยว่าอาจเคยถูกกระแทกรุนแรง ภายในร่างกายอาจมีการบาดเจ็บที่กระเพาะปัสสาวะหรือไต จนมีเลือดออกผสมมากับฉี่


สัญญาณที่พอจะช่วยสังเกตได้

  • เดินกะเผลก หรือเดินผิดปกติ

  • ไม่ยอมให้จับบริเวณท้องหรือหลัง

  • ซึม ตัวเกร็ง หรือหายใจถี่

กรณีนี้มักต้องใช้การตรวจร่างกายร่วมกับเอกซเรย์และอัลตราซาวด์ เพื่อเช็กว่าอวัยวะภายในมีความเสียหายอะไรเพิ่มเติมหรือไม่


6. โรคไตและโรคเรื้อรังอื่น ๆ

ไตมีหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือด ถ้าไตมีปัญหา เช่น ไตอักเสบหรือไตเสื่อม การกรองอาจผิดปกติ ทำให้มีเม็ดเลือดแดงหลุดออกมากับฉี่ได้เช่นกัน

อาการอื่นที่มักพบร่วมกับโรคไต

  • ดื่มน้ำเยอะกว่าปกติ

  • ปัสสาวะบ่อย หรือปริมาณมาก

  • น้ำหนักลด

  • เบื่ออาหาร ซึมลง

กลุ่มนี้มักต้องตรวจเลือด ตรวจการทำงานของไต และวางแผนดูแลระยะยาว ร่วมกับการปรับอาหารและการดูแลเรื่องน้ำให้เหมาะสม



วิธีที่สัตวแพทย์ใช้วินิจฉัยเมื่อแมวฉี่เป็นเลือด


พาไปถึงโรงพยาบาลแล้ว ไม่ได้แค่ดูสีฉี่แล้วจบ แต่จะมีขั้นตอนตรวจหลายอย่าง เพื่อหาสาเหตุให้ชัดเจนที่สุด แล้วเลือกการรักษาให้ตรงจุด


  • ตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) โดยตัวอย่างปัสสาวะอาจเก็บจากฉี่ที่น้องปล่อยเอง หรือดูดผ่านผิวหนังเข้ากระเพาะปัสสาวะโดยตรง (เพื่อให้สะอาด ไม่ปนทราย) ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แยกสาเหตุได้อย่างคร่าว ๆ ว่าเกี่ยวกับนิ่ว ติดเชื้อ หรือการอักเสบจากสาเหตุอื่น

  • เพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture) ถ้าสงสัยว่าน้องมีการติดเชื้อ หรือเคยให้ยาฆ่าเชื้อแล้วอาการไม่ดีขึ้น การเพาะเชื้อปัสสาวะจะช่วยบอกว่า มีเชื้อชนิดไหนอยู่ เชื้อตัวนั้นแพ้หรือดื้อต่อยาอะไรบ้าง ลดโอกาสดื้อยา และทำให้รักษาได้มีประสิทธิภาพที่สุด

  • อัลตราซาวด์ช่องท้อง อัลตราซาวด์ช่วยให้เห็นด้านในของกระเพาะปัสสาวะและไต เช่น ผนังกระเพาะปัสสาวะหนาขึ้นจากการอักเสบ มีก้อนนิ่วหรือก้อนเนื้ออยู่ด้านใน ลักษณะเนื้อเยื่อของไตผิดปกติ

  • เอกซเรย์ จะช่วยตรวจนิ่วบางชนิดที่ทึบแสง เช่น นิ่วแคลเซียมออกซาเลต และยังช่วยประเมินว่ามีส่วนอื่นผิดปกติจากอุบัติเหตุร่วมด้วยไหม

  • ตรวจเลือด จะช่วยดูการทำงานของไตและอวัยวะสำคัญอื่น ๆ ว่าถูกกระทบมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะในเคสที่ฉี่ไม่ออกนาน ๆ หรือสงสัยไตเริ่มทำงานผิดปกติ


วิธีรักษาแมวฉี่เป็นเลือด


เมื่อรู้สาเหตุแล้ว สัตวแพทย์จะวางแผนรักษาให้เหมาะกับน้องแต่ละตัว เพราะไม่มีวิธีเดียวที่ใช้ได้กับทุกเคส


ใช้ยาอย่างถูกวิธีและครบทุกขบวนการ

กลุ่มยาที่ใช้บ่อย เช่น

  • ยาลดอักเสบและลดปวด ช่วยให้น้องสบายตัวขึ้น

  • ยาคลายกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ ลดอาการเกร็ง

  • ยาปฏิชีวนะ สำหรับเคสติดเชื้อจากแบคทีเรีย

  • ยาที่ช่วยละลายนิ่วบางชนิด (ใช้คู่กับอาหารสูตรเฉพาะ)

สิ่งสำคัญคือ ให้ยาให้ครบตามที่สัตวแพทย์สั่ง ไม่หยุดยาเองแม้อาการจะดูดีขึ้นแล้ว และไม่เพิ่มหรือลดยาเองโดยไม่ถามก่อน


การให้น้ำเกลือและดูแลใกล้ชิดที่โรงพยาบาล

เคสบางแบบ เช่น น้องซึมมาก ไม่กินอาหาร อาเจียน หรือสงสัยว่าไตเริ่มมีปัญหา อาจต้องให้นอนโรงพยาบาล เพื่อ

  • ให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด

  • ช่วยเจือจางปัสสาวะ

  • ขับของเสียออกจากร่างกาย

  • ให้ยาแบบต่อเนื่องและตรวจเช็กอาการอย่างใกล้ชิด


สวนปัสสาวะหรือผ่าตัดในเคสอุดตันหรือนิ่วก้อนใหญ่

ถ้าน้อง “ฉี่ไม่ออกเลย” หรือมีอาการอุดตัน ทางเดินปัสสาวะจะต้องได้รับการสวนท่อปัสสาวะ เพื่อระบายฉี่ที่ค้างอยู่ ลดภาวะไตถูกกดดัน และป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับหัวใจจากการเสียสมดุลเกลือแร่

ถ้านิ่วก้อนใหญ่หรือหลายก้อน ไม่สามารถจัดการด้วยอาหารได้ อาจต้องทำการผ่าตัดเอานิ่วออก เพื่อลดความเสี่ยงการอุดตันซ้ำในอนาคต


ปรับอาหารให้เหมาะกับระบบทางเดินปัสสาวะ

อาหารถือเป็น “กุญแจสำคัญ” ทั้งในเรื่องการรักษาและการป้องกัน โดยเฉพาะในแมวที่เคยเป็นนิ่วหรือปัสสาวะผิดปกติมาก่อน อาหารสูตรเฉพาะช่วยปรับสมดุลแร่ธาตุ ลดการตกผลึก บางสูตรช่วยละลายนิ่วชนิดสตรูไวท์ และควรเพิ่มปริมาณน้ำในมื้ออาหารถ้าเป็นอาหารเปียก โดยก่อนเปลี่ยนอาหารทุกครั้ง ควรปรึกษาสัตวแพทย์ เพื่อให้เหมาะกับโรคหรือสภาพร่างกายของน้องในช่วงนั้น



การดูแลแมวฉี่เป็นเลือดที่บ้าน


หลังจากผ่านการรักษาเบื้องต้นแล้ว การดูแลต่อเนื่องที่บ้านเป็นส่วนสำคัญมาก ช่วยให้น้องฟื้นตัวเร็วขึ้น และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ


ช่วยให้น้องดื่มน้ำมากขึ้น

ยิ่งน้องดื่มน้ำมาก ปัสสาวะก็จะไม่ข้นจนเกินไป ช่วยลดโอกาสการเกิดนิ่วและลดการระคายเคืองในกระเพาะปัสสาวะได้ เคล็ดลับง่าย ๆ เช่น ให้ตั้งชามน้ำหลายจุดตามมุมบ้าน, เปลี่ยนน้ำให้ใสและสะอาดบ่อย ๆ, ลองใช้เครื่องน้ำพุเพื่อดึงดูดให้น้องมาดื่ม หรือลองเพิ่มอาหารเปียกในมื้ออาหาร


ทำความสะอาดกระบะทรายให้สม่ำเสมอ

ถ้ากระบะทรายสกปรก มีกลิ่นแรง หรือมีจุดให้ฉี่ไม่พอ น้องอาจกลั้นฉี่นาน ๆ เพราะไม่อยากใช้ ทำให้ปัสสาวะตกค้างในกระเพาะปัสสาวะเพิ่มความเสี่ยงการอักเสบ วิธีดูแลง่าย ๆ เช่น ตักทิ้งส่วนที่สกปรกทุกวัน, ล้างและเปลี่ยนทรายใหม่เป็นระยะ สุดท้ายจำนวนกระบะทรายควรเท่ากับจำนวนแมว + 1 ใบ (เช่น มีแมว 2 ตัว ควรมีกระบะทรายอย่างน้อย 3 ใบ)


ลดความเครียดและจัดบ้านให้เหมาะกับแมว

ความเครียดมีผลอย่างมากต่อโรคทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะ FIC ยิ่งบ้านนิ่ง น้องยิ่งสบายใจ ระบบในร่างกายก็ทำงานสมดุลขึ้น การจัดบ้านให้รองรับพฤติกรรมแมวจึงช่วยได้เยอะ  เช่น มีจุดหลบหรือมุมสงบให้พักผ่อน, มีคอนโดหรือที่ให้ปีนป่าย, มีของเล่นหรือกิจกรรมให้ได้ขยับตัว และค่อย ๆ แนะนำสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ ไม่เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมแบบรวดเดียว


คอยสังเกตอาการซ้ำ และพากลับไปตรวจตามนัด

หลังจากเริ่มรักษาแล้ว แนะนำให้สังเกตสีของฉี่และพฤติกรรมน้องอย่างต่อเนื่อง ถ้าเริ่มเห็นว่า กลับมาฉี่บ่อยอีก มีสีฉี่ผิดปกติ มีท่าทางเจ็บตอนฉี่ ควรรีบพากลับไปให้สัตวแพทย์ประเมิน ไม่ควรรอจนรุนแรงเหมือนครั้งแรก การไปตรวจติดตามตามนัด เช่น ตรวจปัสสาวะหรือเลือดเป็นระยะ จะช่วยเช็กได้ว่าระบบในร่างกายกลับมาอยู่ในเกณฑ์ดีแล้วจริง ๆ


ป้องกันไม่ให้น้องกลับมา “ฉี่เป็นเลือด” ซ้ำ


ใครที่เคยผ่านประสบการณ์แมวฉี่เป็นเลือดแล้ว น่าจะไม่อยากให้วนกลับมาเจออีก การป้องกันคือสิ่งที่ช่วยลดโอกาสเกิดซ้ำได้ดีมาก


เลือกอาหารให้เหมาะกับระบบทางเดินปัสสาวะ

ถ้าน้องเคยมีประวัตินิ่วหรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบมาก่อน อาหารสูตรเฉพาะสำหรับระบบทางเดินปัสสาวะเป็นตัวช่วยที่ดีมาก เพราะจะช่วยคุมสมดุลแร่ธาตุในปัสสาวะ, ช่วยลดการก่อตัวของผลึกนิ่ว และบางสูตรออกแบบมาช่วยละลายนิ่วบางประเภท โดยการเปลี่ยนอาหารควรทำแบบค่อย ๆ ผสมสูตรเก่ากับสูตรใหม่ และควรทำอย่างมีคำแนะนำจากสัตวแพทย์


ตรวจสุขภาพและตรวจปัสสาวะสมำเสมอ

การตรวจสุขภาพประจำปี และตรวจปัสสาวะหรือเลือดตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ ช่วยให้เจอปัญหาได้ตั้งแต่ยังไม่แสดงอาการชัดเจน เช่น ค่าไตเริ่มผิดปกติ, ปัสสาวะเริ่มมีผลึกเล็ก ๆ หรือมีสัญญาณการอักเสบเล็กน้อย ซึ่งยิ่งรู้เร็ว ก็ยิ่งจัดการได้ง่าย ไม่ต้องรอจนถึงขั้นฉี่เป็นเลือดหรืออุดตัน


ส่งเสริมให้ดื่มน้ำและขยับตัว

การดื่มน้ำเยอะและได้ออกกำลังกายเหมาะสม ช่วยให้ระบบไหลเวียนและการขับของเสียทำงานดี ลดโอกาสที่ปัสสาวะจะเข้มข้นจนก่อปัญหา นอกจากนี้ การเล่นกับน้องเป็นประจำ ยังช่วยลดความเครียดได้อีกด้วย



สรุป : แมวฉี่เป็นเลือด…ต้องรีบสังเกตและรีบพาไปตรวจ


อาการ “แมวฉี่เป็นเลือด” ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ควรปล่อยให้หายเอง เพราะเบื้องหลังอาจเป็นได้ทั้ง กระเพาะปัสสาวะอักเสบจากความเครียด, นิ่วในทางเดินปัสสาวะ, การติดเชื้อแบคทีเรีย, โรคไต หรือภาวะอุดตันที่ต้องรีบทำการรักษาด่วน


สิ่งที่คนเลี้ยงควรทำเมื่อเห็นความผิดปกติ คือ

  • รีบพาน้องไปพบสัตวแพทย์ เพื่อตรวจและหาสาเหตุที่แท้จริง

  • ให้การรักษาตามคำแนะนำอย่างครบถ้วน ทั้งเรื่องยา การให้น้ำเกลือ หรือการผ่าตัดถ้าจำเป็น

  • ปรับอาหาร ดื่มน้ำ และสภาพแวดล้อม ให้เหมาะกับการดูแลระบบทางเดินปัสสาวะ

  • สังเกตอาการซ้ำ และพากลับไปตรวจตามนัด


เมื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้องและดูแลต่อเนื่องอย่างเหมาะสม น้องแมวจำนวนมากสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ วิ่งเล่น กินเก่ง และกระบะทรายกลับมาเป็นสีปกติอีกครั้ง ถ้าตอนนี้เริ่มสงสัยว่าน้องที่บ้านอาจมีอาการเข้าข่าย “แมวฉี่เป็นเลือด” แล้วลังเลอยู่ว่าควรทำยังไงดี แนะนำว่าไม่ต้องรอให้แน่ใจ 100% ก็ได้ แค่เริ่มจากการพาไปให้สัตวแพทย์ตรวจสักครั้ง ก็ช่วยให้อุ่นใจทั้งคนเลี้ยงและน้องได้มากแล้ว


ผู้เขียน: นสพ. ธนรัฐ บุญประกอบ 


 
 
 

Comments


bottom of page