ภาวะคลอดยาก (Dystocia) ในหมาและแมว อาการ สาเหตุ และการจัดการ
- Monthinee Jongjesdakul
- Aug 12
- 2 min read
Updated: Aug 14

ภาวะคลอดยาก (Dystocia)
ภาวะคลอดยาก (Dystocia) เป็นหนึ่งในภาวะฉุกเฉินทางสูติศาสตร์ที่พบได้บ่อยในสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะในสุนัขและแมว ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยหนึ่งหรือหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งเป็นผลมาจากปัจจัยทางแม่ หรือปัจจัยทางลูกได้ ภาวะดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่ออัตราการรอดชีวิตของลูกสัตว์แรกเกิดเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตของแม่อีกด้วย

ระยะตั้งท้องของสุนัขและแมว
ในสุนัขตั้งท้อง 63 วันหลังตกไข่ หรือ 72 วันหลังการผสมพันธุ์
แมวตั้งท้อง 63 วันหลังตกไข่ หรือ 70 วันหลังการผสมพันธุ์
อาการบ่งชี้ภาวะคลอดยาก
ตั้งท้องนานเกิน 70 - 72 วัน แต่ยังไม่มีอาการเริ่มคลอด
อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่า 100°F (37.8°C) แต่ยังไม่เริ่มคลอดภายใน 24 ชั่วโมง
พบของเหลวสีเขียว หรือสีน้ำตาลจากช่องคลอด และยังไม่มีลูกออกมาภายใน 2 ชั่วโมง
มีการเบ่งอย่างแรง และต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถคลอดลูกได้ภายใน 30 นาที
มีระยะห่างระหว่างลูกตัวแรกกับตัวถัดไปนานเกิน 2 ชั่วโมง
คุณแม่มีอาการอ่อนแรง อาเจียน มีไข้ หรือช็อคขณะคลอด
สาเหตุของภาวะคลอดยาก
ปัจจัยจากแม่
• ภาวะมดลูกอ่อนแรง (Uterine Inertia)
ปฐมภูมิ (Primary Uterine Inertia) : เป็นภาวะที่มดลูกไม่สามารถบีบตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่แรกเริ่มของการคลอด เกิดได้จาก
◦ พันธุกรรม : พบได้บ่อยในบางสายพันธุ์ บูลด็อก (Bulldog), เฟรนช์บูลด็อก (French Bulldog), บอสตันเทอร์เรีย (Boston Terrier)
◦ มดลูกยืดมากเกินไป : เกิดจากมีลูกจำนวนมาก (Large litter size)
◦ อายุมาก : เมื่ออายุมากอาจมีกล้ามเนื้อมดลูกที่อ่อนแอลง
◦ ความเครียด/สิ่งรบกวน : สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ความวิตกกังวล หรือการรบกวนระหว่างการคลอดอาจยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งจำเป็นต่อการบีบตัวของมดลูก
ทุติยภูมิ (Secondary Uterine Inertia) : เกิดหลังจากที่มดลูกมีการบีบตัวมาเป็นระยะเวลานาน แต่ไม่สามารถขับลูกออกมาได้เนื่องจากมีสิ่งกีดขวาง (เช่น ลูกตัวใหญ่ หรือช่องเชิงกรานแคบ) ทำให้มดลูกอ่อนล้าและหมดแรงไปในที่สุด
ปัจจัยจากแม่ที่ทำให้คลอดยาก
ความผิดปกติของช่องทางคลอด (Abnormalities of the Birth Canal)
ช่องเชิงกรานแคบ (Pelvic Canal Stenosis)
◦ การบาดเจ็บในอดีต : เช่น กระดูกเชิงกรานหักและเชื่อมติดกันผิดรูป
◦ พันธุกรรม/สายพันธุ์ : บางสายพันธุ์มีเชิงกรานที่แคบโดยธรรมชาติ เช่น บูลด็อก, เฟรนช์บูลด็อก ที่มีหัวลูกใหญ่และเชิงกรานแม่แคบ
ปัจจัยจากลูกที่ทำให้คลอดยาก
• ขนาดของลูกที่ใหญ่เกินไป (Fetal Oversize)
◦ ลูกตัวเดียวในครอก (Single Pup Litter)
เมื่อมีลูกเพียงตัวเดียวในครอก มักจะได้รับสารอาหารมากเป็นพิเศษทำให้ตัวใหญ่เกินไป ไม่สามารถผ่านช่องเชิงกรานของแม่ได้
◦ สายพันธุ์
มีการผสมข้ามสายพันธุ์ที่ทำให้ลูกมีขนาดใหญ่กว่าปกติเมื่อเทียบกับขนาดตัวของแม่ เช่น การผสมสุนัขตัวผู้พันธุ์ใหญ่กับสุนัขตัวเมียพันธุ์เล็ก
◦ พันธุกรรม
บางกรณีลูกอาจตัวใหญ่กว่าค่าเฉลี่ยของสายพันธุ์นั้นๆ
ท่าคลอดที่ผิดปกติ (Abnormal Presentation, Position, or Posture)
โดยปกติแล้วท่าที่สามารถคลอดได้ คือ หัวนำออกมา หรือบางครั้งอาจเป็นส่วนท้ายน (Breech presentation) ได้ แต่หากอยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสม จะทำให้คลอดยากหรือไม่สามารถคลอดเองได้
◦ ท่าขวาง (Transverse Presentation) นอนขวางในมดลูก โดยมีด้านข้างของลำตัวหันไปทางช่องคลอด
◦ กลับหัวกลับหาง (Upside-down Presentation) ศีรษะและลำตัวอยู่ในท่าที่ถูกต้อง แต่ส่วนท้องหันขึ้นด้านบนแทนที่จะเป็นด้านล่าง
◦ หัวพับกลับ (Head Flexion) หัวพับกลับไปด้านหลังหรือด้านข้าง ทำให้ไม่สามารถดันผ่านช่องคลอดได้
◦ แขนขาพับกลับ (Limb Flexion) ขาหน้าหรือขาหลังพับกลับไปด้านหลังลำตัว หรือติดอยู่กับเชิงกรานแม่ ทำให้ไม่สามารถยืดตัวออกมาได้
◦ ลูกสองตัวคลอดพร้อมกัน (Two Pups Presenting Simultaneously) ลูกสองตัวพยายามจะคลอดออกมาพร้อมกัน ทำให้ติดขัดในช่องคลอด
การจัดการภาวะคลอดในสัตว์เลี้ยง (Parturition)
เมื่อภาวะการคลอดเกิดความผิดปกติ สัตวแพทย์จำเป็นต้องมี แผนผังการตัดสินใจ (Decision Trees) เพื่อเป็นแนวทางให้สามารถประเมินสถานการณ์ได้รวดเร็ว เลือกวิธีวินิจฉัยได้อย่างเหมาะสม และพิจารณาว่าสามารถใช้ยากระตุ้นการคลอด หรือจำเป็นต้องผ่าคลอดหรือไม่




บ่อยครั้งที่คุณแม่ที่ผ่านการผ่าคลอด อาจไม่แสดงพฤติกรรมการเลี้ยงดูลูกตามธรรมชาติ บางตัวไม่ยอมให้ดูดนม ไม่เลียทำความสะอาด หรือไม่สนใจลูกเลย พฤติกรรมเหล่านี้มักเกี่ยวข้องกับการขาดฮอร์โมนที่กระตุ้นความเป็นแม่ ซึ่งปกติจะหลั่งออกมาระหว่างการคลอดตามธรรมชาติ รวมถึงผลจากความเจ็บปวดหลังผ่าตัด และความเครียดจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป การคลอดโดยไม่ผ่านช่องคลอดยังทำให้ขาดการกระตุ้นทางประสาทสัมผัสที่มีบทบาทสำคัญต่อพฤติกรรมแม่ลูก
เมื่อแม่ยังไม่พร้อมทำหน้าที่ตามธรรมชาติ การดูแลจากเจ้าของจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งการป้อนนม ดูแลความสะอาด ให้ความอบอุ่น และสร้างความรู้สึกปลอดภัย ซึ่งสามารถติดตามรายละเอียดการดูแลเด็ก ๆ ได้ในตอนถัดไป
แหล่งอ้างอิง
Jutkowitz LA. Diagnosing and managing canine dystocia [conference proceedings]. Dvm360. 2008.
Gaillard V, Péron F. Feline and canine neonatal and pediatric care: A practical guide for veterinarians. Royal Canin SAS; 2024.
Gendler A, Brourman JD, Graf KE. Canine dystocia: Medical and surgical management. WestVet Emergency and Specialty Center; 2007.




Comments