top of page
Search

แมวท้องดูยังไง? เช็กอาการง่าย ๆ ที่ทาสแมวต้องรู้

  • Jun 1
  • 2 min read

แค่อ้วนหรือตั้งท้องอยู่ถ้าไม่สังเกตดี ๆ แยกไม่ออกแน่นอน สำหรับใครที่กำลังตั้งคำถามว่าแมวท้องต้องดูอย่างไร บทความนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกสัญญาณเด่น ๆ ทางกายภาพที่สังเกตได้ด้วยตาเปล่า เช่น สีของหัวนมที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ หรือการเริ่มมองหาที่ทำรังคลอด บอกเลยว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และย่อยง่ายสุด ๆ เหมาะมากสำหรับคนมีเวลาน้อยที่อยากได้ข้อเท็จจริงแบบเน้น ๆ เพื่อที่จะได้เตรียมตัววางแผนดูแลคุณแม่แมวได้อย่างถูกต้องตามหลักสุขอนามัย เพื่อที่จะได้หมดข้อสงสัยเกี่ยวกับคำถามที่ว่า แมวท้องดูยังไง ถ้าพร้อมแล้วก็ไปเช็กอาการคุณแม่มือใหม่กัน 

 


แมวสามารถท้องได้ต้องมีอายุเท่าไหร่?


แมวเพศเมียสามารถตั้งท้องได้ตั้งแต่อายุประมาณ 6-8 เดือน ซึ่งจะเป็นช่วงที่เริ่มเข้าสู่ภาวะติดสัด (ฮีท) ครั้งแรก และหากมีการผสมพันธุ์ในช่วงนี้ก็มีโอกาสท้องได้ทันที การติดสัดจะกลับมาทุกสองสัปดาห์ จึงทำให้แมวสามารถมีลูกได้หลายครั้งในฤดูกาลเดียว แต่ถึงแม้ร่างกายจะเริ่มพร้อมในเชิงชีวภาพ ก็ยังไม่ถือว่าเป็นช่วงอายุที่เหมาะสมสำหรับการตั้งท้อง เพราะแมวยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ อาจเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพทั้งแม่แมวและลูกแมวในครรภ์

 


แมวท้องดูยังไง ...ที่บอกว่าเจ้าเหมียวกำลังเป็นคุณแม่?


ถ้าเจ้าเหมียวที่บ้านเริ่มมีพฤติกรรมแปลก ๆ จนทำให้เริ่มสงสัยว่า น้องแมวกำลังจะมีลูกหรือเปล่า? คงบอกเลยว่าสำหรับทาสแมวมือใหม่ เรื่อง แมวท้องดูยังไง อาจฟังดูยาก แต่จริง ๆ แล้วสามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลงของร่างกายน้องแมวแบบไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ 6 อาการเด่น ต่อไปนี้บ่งบอกว่าแมวของคุณกำลังท้องอยู่หรือเปล่า!


1. นมชมพูเต่ง หรือ หัวนมมีขนาดใหญ่ขึ้น

ส่วนใหญ่แมวท้องจะมีหัวนมที่ขยายใหญ่ขึ้นหลังจากท้อง โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่ 3 - 4 หลังจากผสมพันธุ์ หัวนมของแม่แมวจะขยายใหญ่ขึ้น แถมขนรอบ ๆ บริเวณเต้านมก็จะเริ่มร่วงออกเล็กน้อย เพื่อเปิดทางให้ลูก ๆ หาเต้านมง่ายขึ้นตอนคลอด อย่างไรก็ตามหัวนมขยายใหญ่ขึ้นอาจจะเป็นภาวะติดสัดได้เช่นกัน


2. พุงป่องออกด้านข้าง ทรง “ลูกแพร์”

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งอาการของแมวท้องที่มองเห็นได้ชัดเจนมากที่สุด หากเราสังเกตดี ๆ ก็เห็นว่า แมวท้องป่อง หรืออ้วนขึ้นผิดปกติ นั่นเเปลว่าน้องแมวอาจกำลังท้องได้ แต่ที่ทาสหลายคนชอบสับสนระหว่าง “แมวท้อง” กับ “แมวอ้วน” วิธีแยกง่าย ๆ ให้มองแมวจากมุมบน (Top View) ลงมา

  • ถ้าอ้วนปกติ : พุงจะกลม ๆ ห้อยลงข้างล่าง เดินแล้วท้องกระเพื่อม

  • ถ้าแมวท้อง : หน้าท้องจะขยายออก ด้านข้างลำตัวสองข้างอย่างชัดเจนจนตัวดูเป็นทรงลูกแพร์ หรือรูปทรงหยดน้ำ ยิ่งเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 - 5 ท้องจะใหญ่จนแน่นตึง

ทั้งนี้ เพื่อความสบายใจมากขึ้น เราควรพาแมวไปพบสัตวแพทย์ดีกว่า เพราะบางทีแมวท้องโตอาจแสดงอาการแมวป่วยได้เหมือนกัน


3. พฤติกรรมเปลี่ยน

พฤติกรรมของน้องแมวที่จะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เช่น

สายอ้อน : จากที่เคยหยิ่ง ๆ นิ่ง ๆ อยู่ ๆ ก็เดินมาติดแจคลอเคลีย เดินตามต้อย ๆ คอยส่งสายตาอ้อนวอนเรียกร้องความสนใจตลอดเวลาเพราะต้องการความรู้สึกปลอดภัย

สายโลกส่วนตัวสูง : แมวบางตัวจะเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบ นอนกลางวันยาวนานขึ้น ไม่ยอมให้จับพุงเลย และหวงเนื้อหวงตัวมากขึ้น


4. กินจุมากขึ้น

ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของการตั้งครรภ์ แม่แมวบางตัวนั้น อาจจะมีอาการเบื่ออาหาร ซึม ๆ บ้างเล็กน้อยเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน แต่พอถึงช่วง

สัปดาห์ที่ 6 - 7 ร่างกายของแม่แมวจะต้องการสารอาหารมากขึ้น เพื่อบำรุงลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ แม่แมวจึงเริ่มกินอาหารมากขึ้น ทั้งนี้ ควรเลือกอาหารสำหรับแมวท้องโดยเฉพาะ เช่น อาหารสำหรับแม่แมวที่ เน้นคุณค่าทางอาหารและมีโปรตีนสูง


5. หลังโก่งโค้งเมื่อมองจากด้านข้าง

แมวท้องดูยังไง ในช่วงเวลาที่แมวตัวเมียท้อง ว่านี่คือท้องหรือพุงใหญ่เพราะอ้วนกันแน่? ให้สังเกตจากด้านข้าง แมวจะมีลักษณะ “หลังโก่งโค้ง” ตรงบริเวณช่วงท้องแมวที่มีขนาดใหญ่ และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น จนทำให้แม่แมวมีหลังโก่งโค้ง 


6. เริ่มเดินวุ่น "หาทำเลทอง" เตรียมสถานที่เพื่อคลอด 

ถ้าอาการเข้าสู่สัปดาห์ที่ 7-8 (ใกล้คลอด) แม่แมวจะเริ่มมีสัญชาตญาณนักสำรวจ เริ่มจะเดินรื้อตู้เสื้อผ้า มุดเข้าซอกตู้ ใต้เตียง หรือมองหาตะกร้าผ้าเงียบ ๆ มืด ๆ เพื่อจะเตรียมสถานที่สำหรับคลอดลูก เริ่มคาบผ้าหรือคุ้ย ๆ ที่นอนให้เข้าที่ เพราะว่าต้องการพื้นที่สำหรับแมวคลอดลูก ที่มีความปลอดภัยนั่นเอง



สัญญาณเตือนใกล้คลอดลูกของแมว


หลังจากที่ได้เฝ้าทะนุถนอมอุ้มชูคุณแม่เหมียวป้ายแดงมาตลอด 2 เดือน (ประมาณ 60 - 65 วัน) ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ทาสแมวทุกคนรอคอย นั่นก็คือการต้อนรับสมาชิกตัวน้อยออกสู่โลกกว้าง! แต่สำหรับทาสมือใหม่ วันคลอดอาจเป็นวันที่ทำตัวไม่ถูกเอามาก ๆ เพราะฉะนั้น การจับสังเกตสัญญาณเตือนโค้งสุดท้าย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพื่อที่เราจะได้เตรียมอุปกรณ์และสแตนด์บายช่วยคุณแม่เหมียวได้ทันท่วงที และนี่คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจน ว่าเจ้าเหมียวกำลังจะคลอดลูกแล้ว!


1. เริ่มหาที่เงียบ ๆ ทำรัง

หนึ่งในสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดคือ แม่แมวเริ่มหามุมสงบ ๆ เช่น ใต้เตียง ในตู้ หรือกล่อง เพื่อเตรียมเป็นที่คลอด นี่คือพฤติกรรมตามสัญชาตญาณที่เรียกว่า “การทำรัง”


2. อุณหภูมิร่างกายลดฮวบ

ถ้าหากที่บ้านมีปรอทวัดไข้สำหรับสัตว์เลี้ยง ลองตรวจอุณหภูมิทางทวารหนักของน้องแมวดู โดยปกติแล้วอุณหภูมิของแมวจะอยู่ที่ประมาณ 38-39 องศาเซลเซียส แต่หากก่อนคลอดประมาณ 12–24 ชั่วโมง อุณหภูมิร่างกายของคุณแม่แมวจะลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด โดยจะตกลงมาอยู่ที่ ต่ำกว่า 37.7 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าการคลอดใกล้เริ่มขึ้นแล้ว


3. พฤติกรรมเปลี่ยนไปแบบเห็นได้ชัด

อีกหนึ่งสัญญาณเตือนการคลอดของน้องแมวนั้น จะบอกโดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น แมวอาจดูหงุดหงิด กระวนกระวายมากขึ้นเดินไปมา ร้องบ่อยขึ้น ร้องเรียกเจ้าของบ่อย ๆ หรือบางตัวจะติดเจ้าของมากขึ้น ในขณะที่บางตัวอาจชอบอยู่ลำพัง ซึ่งมักเป็นสัญญาณว่าแมวของคุณกำลังจะคลอดลูก


4. เบื่ออาหารหรือหยุดกิน

แม่แมวมักจะกินน้อยลง หรือหยุดกิน ในช่วง 1 วันก่อนคลอด ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ควรสังเกตควบคู่กับอาการอื่น ๆ


5. มีของเหลวหรือมูกออกจากช่องคลอด

ในช่วงที่เริ่มต้นการคลอดนั้นจะเริ่มด้วยการบีบตัวของช่องท้องที่รุนแรงตามด้วยการมีน้ำหลั่งออกจากช่องคลอด จึงทำให้อาจจะเห็นมูกใสหรือของเหลวเล็กน้อยหลั่งออกจากช่องคลอด ซึ่งเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังเตรียมพร้อมเข้าสู่การคลอด

 


ควรพาแมวตรวจอัลตราซาวด์ตอนไหน?


เมื่อสงสัยว่าเจ้าเหมียวกำลังตั้งท้อง หลายคนอาจลังเลว่าควรพาไปตรวจเมื่อไหร่ดี เพราะการ “อัลตราซาวด์” ไม่ใช่แค่ช่วยยืนยันว่าท้องหรือไม่เท่านั้น แต่ยังช่วยดูความปลอดภัยของลูกแมวในท้องได้อีกด้วย หากตรวจในช่วงเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้การดูแลแม่แมวเป็นไปอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นจนถึงวันคลอด

 

ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ในช่วงประมาณ 3 สัปดาห์ หลังผสมพันธุ์ เริ่มเห็นถุงตั้งครรภ์ (gestational sac) แล้วประมาณ 3–4 สัปดาห์ จะเห็นตัวอ่อนชัดขึ้น และอาจเห็นการเต้นของหัวใจ ซึ่งช่วงนี้ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดในการ “ยืนยันการตั้งท้อง” เพื่อจะได้ประเมินจำนวนลูกแมวและกำหนดวันคลอดโดยประมาณ การตรวจวินิจฉัยจากสัตวแพทย์ช่วยให้คุณเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสมและลดความเสี่ยงต่อแม่แมวและลูก

 

ทั้งนี้ทาสแมวที่ต้องการควบคุมการตั้งครรภ์ของแมว แนะนำให้ทำหมันแมวก่อนที่แมวติดสัด หรือตั้งแต่ช่วงที่แมวเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ตอนอายุประมาณ 6-8 เดือน ก่อนที่จะตัดสินใจทำหมันแมว แนะนำให้สอบถามสัตวแพทย์ เป็นการประเมินความแข็งแรงของแมวก่อนผ่าตัด โดยสามารถพาน้องแมวเข้ามาปรึกษากับสัตวแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น การทำหมันแมวกันท้อง หรือต้องการตรวจอัลตราซาวด์ ติดต่อได้ที่ โรงพยาบาลสัตว์ยูเว็ท พร้อมให้บริการรักษาสัตว์เลี้ยงทั่วไปและสัตว์ Exotic อย่างมีมาตรฐาน และครอบคลุมทั้งการรักษาโรคทั่วไป โรคเฉพาะทาง และพร้อมดูแลกรณีเคสฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง


สรุป


มาถึงบรรทัดนี้ บอกเลยว่านี่เป็นเพียงแค่เส้นกั้นบาง ๆ ระหว่าง “แมวท้อง” กับ “แมวอ้วนลงพุง” ได้ถูกทำลายลงเรียบร้อยแล้ว! ทาสแมวมือใหม่ทุกคนคงได้คำตอบในใจกันแล้วว่าเจ้าเหมียวที่บ้านกำลังสับขาหลอกเราด้วยผลลัพธ์จากอาหารเม็ด หรือกำลังแอบซ่อนเซอไพรส์ตัวจิ๋วไว้ในพุงทรงลูกแพร์กันแน่! แต่ถ้าใครต้องการควบคุมการตั้งครรภ์ของแมว แนะนำให้ทำหมันแมวก่อนที่แมวติดสัด ตั้งแต่ช่วงที่แมวเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ที่มีอายุประมาณ 6-8 เดือน ก่อนที่จะตัดสินใจทำหมันแมว แนะนำให้สอบถามสัตวแพทย์ เป็นการประเมินความแข็งแรงของแมวก่อนผ่าตัด โดยสามารถพาน้องแมวเข้ามาปรึกษากับสัตวแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น การทำหมันแมวกันท้อง หรือต้องการตรวจอัลตราซาวด์ ติดต่อได้ที่ โรงพยาบาลสัตว์ยูเว็ท พร้อมให้บริการรักษาสัตว์เลี้ยงทั่วไปและสัตว์ Exotic อย่างมีมาตรฐาน และครอบคลุมทั้งการรักษาโรคทั่วไป โรคเฉพาะทาง และพร้อมดูแลกรณีเคสฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

 



 
 
 

Comments


bottom of page