top of page
Search

แมวตัวร้อน เกิดจากอะไร อันตรายไหม พร้อมวิธีสังเกตและดูแลเบื้องต้น

  • Jun 1
  • 2 min read

อาการ “แมวตัวร้อน” เป็นหนึ่งในสัญญาณที่เจ้าของแมวหลายคนมักสังเกตได้จากการสัมผัสเพียงเล็กน้อย ไม่ว่าจะตอนอุ้ม กอด หรือเล่นกับน้อง แต่คำถามสำคัญคือ ความร้อนนั้นถือเป็นเรื่องปกติ หรือเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ควรกังวลกันแน่

โดยธรรมชาติแล้ว แมวเป็นสัตว์ที่มีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าคนเล็กน้อย จึงอาจจะทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าแมว “ตัวร้อน” ทั้งที่จริงแล้วเป็นอุณหภูมิปกติ อย่างไรก็ตาม หากร้อนมากผิดสังเกต หรือมีอาการอื่นร่วม เช่น ซึม เบื่ออาหาร หรือหายใจผิดปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคหรือภาวะที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจทุกเรื่องเกี่ยวกับอาการแมวตัวร้อน ตั้งแต่สาเหตุ วิธีสังเกตที่บ้าน ไปจนถึงระดับความอันตราย และแนวทางการดูแลเบื้องต้น เพื่อให้คุณสามารถดูแลน้องแมวได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย 



อุณหภูมิร่างกายของแมว ปกติอยู่ที่เท่าไหร่?

ก่อนจะตัดสินว่าแมวตัวร้อนผิดปกติหรือไม่ ทาสแมวควรรู้ค่าอุณหภูมิปกติของร่างกายแมวก่อน โดยอุณหภูมิร่างกายแมวปกติจะอยู่ที่ 38–39.2 องศาเซลเซียส แต่ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า 39.5 องศาเซลเซียส เริ่มเข้าข่ายมีไข้ แต่ถ้าอุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป ถือว่าอันตราย ควรพบสัตวแพทย์ทันที ดังนั้น การที่แมวตัวอุ่นกว่าคนเราเล็กน้อยจึงเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าร้อนจัดผิดสังเกต ต้องเริ่มเฝ้าระวัง

 

แมวตัวร้อนเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง?

อาการแมวตัวร้อนสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่เรื่องทั่วไปไปจนถึงปัญหาสุขภาพที่จริงจัง 

1. สภาพอากาศร้อน

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนเกือบตลอดทั้งปี ถ้าแมวอยู่ในพื้นที่อับ ไม่มีลม หรือไม่มีแอร์ อาจทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นได้ ซึ่งมักเป็นเพียงชั่วคราว และดีขึ้นเมื่อได้พักในที่เย็น 

2. การออกกำลังกายหรือเล่นหนัก

แมวที่เพิ่งวิ่งเล่น กระโดด หรือไล่ของเล่น จะมีอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ถือเป็นเรื่องปกติ และอุณหภูมิจะลดลงเองเมื่อพัก 

3. ความเครียดหรือความตื่นเต้น

การเปลี่ยนสภาพแวดล้อม เช่น ย้ายบ้าน มีสัตว์ใหม่ หรือมีเสียงดัง อาจทำให้แมวเครียด แล้วส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อย 

4. ภาวะการขาดน้ำ

แมวที่ดื่มน้ำน้อย โดยเฉพาะในอากาศร้อน อาจมีอุณหภูมิสูงขึ้น ควรดูแลเรื่องน้ำอย่างใกล้ชิด 

5. การติดเชื้อต่าง ๆ

การติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยมากที่สุด เช่น ไข้หวัดแมว, โรคหัดแมว, โรคพิษสุนัขบ้า, หรือไวรัสร้ายแรงอย่างโรคเอดส์แมว (FIV) และลิวคีเมีย (FeLV) 

6. โรคภายในหรือการอักเสบ

ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องหรืออักเสบภายใน เช่น ตับอ่อนอักเสบ, ข้อต่ออักเสบ, โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (FIP), โรคระบบทางเดินหายใจ, การอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ และมักมีอาการอื่นร่วม เช่น ซึม เบื่ออาหาร 

7. ภาวะฮีทสโตรก (Heatstroke)

ภาวะฮีทสโตรก (Heatstroke) หรือโรคลมแดด เกิดจากการที่แมวอยู่ในพื้นที่ที่ร้อนจัด อากาศไม่ถ่ายเท (เช่น ในรถยนต์หรือห้องปิดที่แดดส่อง) จนทำให้ร่างกายระบายความร้อนไม่ทัน โดยเฉพาะแมวอ้วนหรือแมวหน้าสั้น (เช่น เปอร์เซีย) จะเสี่ยงสูงมาก ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน อันตรายถึงชีวิต 

8. ได้รับผลข้างเคียงหลังรับวัคซีน

น้องแมวบางตัวอาจจะมีไข้ต่ำ ๆ และซึมลงเล็กน้อยหลังจากฉีดวัคซีน ประมาณ 1-2 วัน ซึ่งเป็นกลไกปกติของร่างกายในการสร้างภูมิคุ้มกัน 

9. มีแผลติดเชื้อหรือเป็นฝี

แมวที่ชอบเที่ยวเล่นนอกบ้านอาจไปกัดกับตัวอื่นจนเกิดแผลสะสม ร่างกายจะเกิดการอักเสบและเป็นฝีหนองอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้ตัวร้อนได้ 


วิธีสังเกตอาการแมวตัวร้อนที่บ้าน

การสังเกตว่าน้องแมวตัวร้อนหรือมีไข้หรือไม่ สามารถทำได้โดยใช้วิธีตรวจร่างกาย 4 จุด ควบคู่กับการ เช็กพฤติกรรมเปลี่ยนไป ดังนี้ 


1. วิธีตรวจจับความร้อนทางกายภาพ

เนื่องจากเราไม่สามารถรู้ที่แน่นอนได้ด้วยตาเปล่าให้ลองใช้หลังมือของเราสัมผัสเบา ๆ ในจุดที่เส้นเลือดฝอยอยู่ใกล้ผิวหนังและมีขนน้อยที่สุด:

  • ใบหู: ถ้าแมวปกติ ใบหูจะอุ่นรับกับมือเราพอดี แต่ถ้ามีไข้ ใบหูจะร้อนจนรู้สึกได้ชัดเจน

  • อุ้งเท้าและใต้รักแร้/ขาหนีบ: ลองจับอุ้งเท้าหรือเอามือสอดไปใต้รักแร้คู่หน้าและขาหนีบคู่หลัง หากบริเวณนั้นร้อน แสดงว่าร่างกายกำลังเร่งระบายความร้อน

  • จมูก: น้องแมวที่สุขภาพดี จมูกจะมีความชุ่มชื้นและเย็นนิด ๆ แต่ถ้า จมูกแห้งและมีความร้อน มักเป็นสัญญาณเริ่มต้นของอาการไข้ 

  • เหงือก (เช็กภาวะขาดน้ำ): ลองเปิดริมฝีปากดูเหงือก หากพบว่าเหงือกมีสีแดงเข้มกว่าปกติ หรือลองเอานิ้วแตะแล้วรู้สึก แห้งเหนียว ไม่มีน้ำลายชุ่มชื่น นั้นแสดงว่าน้องตัวร้อนจนเริ่มขาดน้ำแล้ว 


2. วิธีสังเกตจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

เมื่อแมวตัวร้อน แมวจะรู้สึกไม่สบายตัวและจะแสดงพฤติกรรมเหล่านี้

  • ซึมและเก็บตัวผิดปกติ: จากที่เคยเดินมาต้อนรับหรือมาคลอเคลียกลับนอนนิ่ง ๆ ไม่ยอมขยับไปไหน มักจะหนีไปนอนแอบในมุมมืด ตู้เสื้อผ้า ใต้เตียง หรือเลือกนอนบนพื้นกระเบื้องเย็น ๆ เพื่อระบายความร้อน

  • เบื่ออาหารและน้ำ: ไม่สนใจอาหารเม็ด ขนมแมวเลีย หรือแม้แต่น้ำดื่ม ซึ่งจุดนี้ถือว่าอันตรายมาก เพราะจะทำให้ร่างกายทรุดลงอย่างรวดเร็ว

  • หายใจหอบหรือหายใจเร็ว: คุณจะสังเกตเห็นซี่โครงหรือท้องของขยับขึ้นลงเร็วและถี่กว่าปกติ บางตัวก็อาจถึงขั้นอ้าปากหายใจเหมือนสุนัข หากมีอาการอ้าปากหายใจ ถือเป็นเคสฉุกเฉินควรรีบส่งโรงพยาบาลทันที


3. วัดไข้โดยการใช้เทอร์โมมิเตอร์

หากน้องแมวไม่ยอมให้ความร่วมมือหรือดุมาก ไม่แนะนำให้ฝืนทำที่บ้าน เพราะอาจโดนกัดหรือเทอร์โมมิเตอร์หักข้างในได้ แต่หากน้องแมวยอมนอนนิ่ง ๆ สามารถทำได้ดังนี้

  • ใช้เทอร์โมมิเตอร์สำหรับวัดไข้ แนะนำแบบดิจิทัลปลายอ่อน ทาวาสลีนหรือเบบี้ออยล์ที่ปลายเล็กน้อย เพื่อหล่อลื่น

  • จับโคนหางแมวยกขึ้นเบา ๆ แล้วค่อย ๆ สอดปลายเทอร์โมมิเตอร์เข้าไปทางทวารหนัก ลึกประมาณ 0.5 - 1 นิ้ว

  • สังเกตุอุณหภูมิ ดังนี้

    • 38.0 - 39.2 °C (100.5 – 102.5 °F) : อุณหภูมิปกติ

    • 39.5 °C (103 °F) ขึ้นไป : เริ่มมีไข้

    • 40.5 °C (105 °F) ขึ้นไป : อันตรายวิกฤต ต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันที

 

ทั้งนี้ หากเช็กเบื้องต้นแล้วพบว่าเข้าข่ายตัวร้อน ให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้องบิดหมาด ๆ เช็ดใต้รักแร้ ขาหนีบ และใบหูก่อน เพื่อช่วยลดความร้อนในเบื้องต้น จากนั้นรีบพาน้องแมวไปพบสัตวแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง 


แมวตัวร้อนอันตรายไหม?

อันตราย! และไม่ควรนิ่งนอนใจอย่างเด็ดขาด ควรรีบพาไปพบแพทย์ใน 24 ชม. เพราะตอนที่น้องแมวเริ่มมีไข้ (อุณหภูมิ 39.5 °C (103 °F) ขึ้นไป น้องแมวจะเริ่มมีอาการซึม, เบื่ออาหาร, ไม่ยอมกินน้ำ, จมูกแห้งและร้อน, หรือนอนแยกตัวอยู่ในมุมมืด ส่งผลให้น้องแมวเสี่ยงต่อ ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) 

แต่ถ้าหากแมวอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 105 องศาฟาเรนไฮต์ (40.5 องศาเซลเซียส) และมีอาการหายใจหอบอ้าปากหายใจ น้ำลายไหลย้อย เหงือกเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดช้ำ ๆ หรือซีดขาว เดินเซ ช็อก หรือชัก เพราะอุณหภูมิที่สูงขนาดนี้จะสามารถทำลายเซลล์อวัยวะภายใน สมองบวม และทำให้ระบบล้มเหลวจนถึงแก่ชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว 



วิธีดูแลแมวตัวร้อนเบื้องต้น

การดูแลแมวตัวร้อนเบื้องต้นที่บ้าน เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยง และป้องกันอาการลุกลาม โดยเฉพาะในกรณีที่ยังไม่รุนแรง เจ้าของสามารถเริ่มดูแลได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้ 

1. พาแมวไปอยู่ในที่อากาศเย็น

ควรย้ายแมวไปอยู่ในบริเวณที่อากาศถ่ายเทสะดวก เช่น ห้องแอร์ หรือมุมที่มีลมผ่าน สามารถช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้เร็วขึ้น และป้องกันภาวะร้อนสะสม 

2. ให้แมวดื่มน้ำสะอาดเพียงพอ

น้ำ เป็นสิ่งสำคัญมากในการระบายความร้อน ควรเปลี่ยนน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ และวางน้ำหลายจุดในบ้าน ถ้าหากแมวดื่มน้ำน้อย อาจลองใช้น้ำพุแมวเพื่อดึงดูดความสนใจให้อยากกินน้ำมากขึ้น 

3. ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว

ใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้อง เช็ดตรงบริเวณหู อุ้งเท้า และท้อง ช่วยระบายความร้อนอย่างปลอดภัย และหลีกเลี่ยงน้ำเย็นจัด เพราะอาจทำให้ร่างกายช็อกได้ 

4. ให้แมวพักผ่อน ลดกิจกรรม

งดการเล่นหรือวิ่งหนัก ๆ ชั่วคราว เพื่อไม่ให้ร่างกายสร้างความร้อนเพิ่ม 

5. เฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

ควรติดตามอาการทุก 2 - 4 ชั่วโมง เช่น ตัวยังร้อนอยู่ไหม มีอาการซึมหรือไม่ และกินอาหารได้หรือเปล่า ถ้าหากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง ควรพบสัตวแพทย์ 


สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อแมวตัวร้อน

  • ห้ามป้อนยาพาราเซตามอล: ย้ำอีกครั้งว่า “พาราเซตามอลคือยาพิษสำหรับแมว" แม้เพียงนิดเดียวก็อาจทำให้เขาเสียชีวิตได้

  • ห้ามซื้อยาแก้ไข้คนให้กิน: ยาในกลุ่ม Aspirin หรือ Ibuprofen ก็อันตรายต่อระบบเลือดและไตของแมวอย่างรุนแรงเช่นกัน 


เมื่อไหร่ควรพาไปหาสัตวแพทย์

  • ตัวร้อนนานเกิน 24 ชั่วโมง

  • ซึม ไม่กินอาหาร

  • หายใจเร็ว หรือหอบ

  • มีอาการอื่น เช่น อาเจียน ท้องเสีย

 

สรุป

แมวตัวร้อน อาจจะเป็นได้ทั้งเรื่องปกติและสัญญาณของปัญหาสุขภาพ โดยทั่วไปแมวมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่ามนุษย์อยู่แล้ว แต่หากร้อนมากผิดปกติ หรือว่ามีอาการร่วม เช่น ซึม เบื่ออาหาร หายใจผิดปกติ อาจบ่งบอกถึงภาวะไข้หรือการติดเชื้อที่ควรได้รับการดูแล และสาเหตุของแมวตัวร้อน มีได้หลายอย่าง ตั้งแต่อากาศร้อน การออกกำลังกาย ความเครียด ไปจนถึงโรคหรือการติดเชื้อ การสังเกตอาการเบื้องต้นที่บ้าน เช่น การสัมผัสตัว ดูพฤติกรรม การกินอาหาร และการหายใจ จะช่วยให้เจ้าของประเมินอาการได้ดีขึ้น

 

ด้านการดูแล สามารถช่วยลดความร้อนให้แมวได้โดยการพาไปอยู่ในที่เย็น ให้ดื่มน้ำเพียงพอ ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว และให้พักผ่อนอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม หากแมวตัวร้อนนานเกิน 24 ชั่วโมง หรือมีอาการผิดปกติรุนแรง ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อความปลอดภัยของน้องแมว

 


 
 
 

Comments


bottom of page